29/04/2026
🚩 "หางเปีย" ที่จักรพรรดิผู่อี๋ ไม่ได้เป็นเพียงจุดเปลี่ยนในชีวิตส่วนตัวเท่านั้น แต่ยังเป็นเป็นสัญลักษณ์สำคัญในประวัติศาสตร์จีนยุคใหม่ ให้คนรุ่นใหม่ได้ศึกษา
🚩ในปี ค.ศ. 1922 ที่พระที่นั่งหย่างซิน ในพระราชวังต้องห้าม จักรพรรดิผู่อี๋ในขณะนั้นมีอายุ 16 ปี ซึ่งหลังจากสละราชสมบัติ
🚩จักรพรรดิผู่อี๋ได้รับอิทธิพลอย่างมากจาก เรจินัลด์ จอห์นสตัน ซึ่งเป็นอาจารย์สอนภาษา จอห์นสตันได้แนะนำวัฒนธรรมตะวันตกให้เขารู้จัก และเคยเยาะเย้ยการไว้หางเปียของชาวจีนในสมัยนั้นว่าเป็น "หางหมู"
🚩 จักรพรรดิผู่อี๋ ณ ขณะนั้นเริ่มเปิดรับความคิดแบบตะวันตกและชื่นชมความศิวิไลซ์สมัยใหม่ จึงรู้สึกรังเกียจหางเปียที่เป็นสัญลักษณ์ของระบอบศักดินาเก่านี้มากขึ้นเรื่อยๆ
🚩จนในปี 1922 จักรพรรดิผู่อี๋ ก็สั่งให้ขันทีที่มีหน้าที่เป็นช่างตัดผมตัดเปียของเขา เเต่ขันทีตกใจกลัวจนหน้าซีด คุกเข่าอ้อนวอนไม่กล้าทำตามคำสั่ง
🚩เพราะตามธรรมเนียม การตัด "พระเกศามังกร" มีโทษถึงประ-หารชีวิต เมื่อจักรพรรดิเห็นดังนั้น จึงเดินไปที่อีกห้องหนึ่งโดยไม่พูดอะไร หยิบกรรไกรขึ้นมาและ ลงมือตัดหางเปียด้วยตัวเองครับ
🚩ถ้าเราย้อนกลับไป เมื่อประมาณ10ปีก่อน(1912) ก่อนที่จักรพรรดิผู่อี๋จะตัดหางเปีย ดร. ซุน ยัตเซ็น เป็นอีกหนึ่งบุคคลในประวัติศาสตร์ที่สำคัญช่วงรอยต่อระหว่างยุคเลยก็ว่าได้ครับ เเละเขาเป็น ผู้อออกคำสั่งตัดเปียอย่างเป็นทางการ
🚩โดยหลังจากเหตุการณ์ การปฏิวัติซินไฮ่ ในปี1911 ประสบความสำเร็จ และมีการก่อตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลแห่งสาธารณรัฐจีนที่เมืองหนานจิง
🚩ในเดือน มีนาคม ปี 1912 ซุน ยัตเซ็น ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีชั่วคราว ได้ออกกฤษฎีกาที่เรียกว่า "คำสั่งตัดเปีย" (剪辫令 - เจี่ยนเปี้ยนลิ่ง) อย่างเป็นทางการ โดยมีสาระสำคัญประมาณว่า
🔸สั่งให้ชายชาวจีนทุกคนทั่วประเทศต้องตัดหางเปียทิ้งภายใน 20 วัน
🔸 เพื่อเป็นการล้างธรรมเนียมเก่าอันล้าหลัง และลบล้างสัญลักษณ์ของการถูกกดขี่โดยชนชั้นปกครองชาวแมนจูที่มีมานานกว่า สองร้อยปี
🔸 เพื่อสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชนชาติจีนในยุคสาธารณรัฐ
🚩การบังคับใช้คำสั่งนี้ทำให้เกิดภาพความวุ่นวายและการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในสังคมจีนครับ
🚩เพราะมีทั้งฝ่ายที่ยินดี เช่นในเมืองใหญ่ๆ อย่างเซี่ยงไฮ้ กว่างโจว หรือหนานจิง ประชาชนและนักศึกษาจำนวนมากยินดีที่จะตัดเปียทิ้ง มีการตั้งซุ้มบริการตัดเปียฟรีตามท้องถนนฟรี
🚩อีกทั้งรัฐบาลใหม่ได้ส่งทหารและตำรวจของกองทัพปฏิวัติ ถือกรรไกรเดินตระเวนไปตามถนน ประตูเมือง หรือสถานีรถไฟ หากพบชายคนไหนยังไว้เปียอยู่ก็จะพุ่งเข้าไป "จับตัดทันที" โดยไม่สนความยินยอม ซึ่งบางครั้งก็นำไปสู่การกระทบกระทั่งและความรุนแรง
🚩ส่วนฝ่ายต่อต้านก็มีไม่น้อย อย่างเช่นประชาชนในชนบทหรือคนเฒ่าคนแก่จำนวนมากร้องไห้เสียใจแทบขาดใจเมื่อถูกตัดเปีย
🚩เพราะพวกเขาถูกปลูกฝังด้วยแนวคิดขงจื๊อมาตลอดชีวิตว่า "ร่างกาย เส้นผม ผิวหนัง ได้มาจากพ่อแม่ ห้ามทำลาย" เขาถือว่าการตัดเปียคือความอกตัญญู จึงพากันร้องไห้ฟูมฟายเสียใจ
🚩นอกจากนี้ บางคนยังแอบเก็บหางเปียซ่อนไว้ใต้หมวก เพราะกลัวว่าถ้าราชวงศ์ชิงกลับมามีอำนาจอีกครั้ง ตนเองจะถูกตัดศีรษะ
🚩ซึ่งโลกภายนอกกำแพงวังวุ่นวายมากช่วงวลานั้น
เเต่ต่างกันในพระราชวังต้องห้าม แต่ข้อตกลงพิเศษที่รัฐบาลใหม่มีต่อราชวงศ์ชิง ทำให้วังหลวงกลายเป็น "รัฐซ้อนรัฐ" ที่กฎหมายนี้เอื้อมไม่ถึง (เอกสารเข้าไม่ถึงตัวจักรพรรดิ)
🚩เเละนี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไม จักรพรรดิผู่อี๋ และข้าราชบริพารในวังหลวง ถึงยังคงไว้เปียกันต่อมาได้อีกถึง 10 ปี จนกระทั่งจักรพรรดิตัดสินใจตัดทิ้งด้วยตัวเองในปี ค.ศ. 1922 จากคำเเนะนำของอาจารย์ฝรั่งครับ
#ราชวงศ์ชิง
#ประวัติศาสตร์จีน #จักรพรรดิผู่อี๋