Madam Company Ltd.

Madam Company Ltd. ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก Madam Company Ltd., การช้อปปิ้งและค้าปลีก, 20 อาคารบุปผจิต ถ. สาทรเหนือ แขวงสีลม เขตบางรัก จังหวัดกรุงเทพมหานคร, Bang Rak.

08/09/2026

ศึกแย่งชิง “สายไฟ” ในนิคมฯ เมื่อ Data Center เปลี่ยนตำราประเมินราคาที่ดิน จากไร่ละ 4 ล้าน สู่ 8 ล้าน แปลงเดียว รอซื้อ 4-5 ราย ราคาพุ่งกว่า 50%
ท่ามกลางกระแสการถกเถียงในสังคมไทย เกี่ยวกับการชะลอออกใบอนุญาตโครงการ Data Center ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อทบทวนมาตรฐานความปลอดภัย การกักเก็บน้ำมันดีเซลสำรองใกล้ชุมชน ตลอดจนการตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และข้อกำหนดด้านผังเมือง
เรื่องราวที่ถูกพูดถึงส่วนใหญ่จึงมักกระจุกตัวอยู่กับ “ความเสี่ยง” และ “ทรัพยากร” ที่ต้องเสียไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการใช้พลังงานไฟฟ้ามหาศาลเทียบเท่าบ้านเรือนแปดหมื่นหลัง หรือปริมาณน้ำมหาศาลที่ใช้ในระบบระบายความร้อน
ทว่าในอีกมุมหนึ่งของภาคธุรกิจ เรื่องราวของ Data Center กำลังสร้างปรากฏการณ์ใหม่ที่เข้ามาระเบิดโครงสร้างราคาใน “ตลาดอสังหาริมทรัพย์อุตสาหกรรม” อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

[ เมื่อ “ Power Availability” มีค่ามากกว่าทำเล ]

รายงานวิจัยล่าสุดจาก ซาวิลส์ (ประเทศไทย) บริษัทวิจัยและที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ เผยให้เห็นก้าวสำคัญของทุนเทคโนโลยีที่กำลังเข้ามา “เปลี่ยนเกม” การซื้อขายที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมไทยอย่างสิ้นเชิง
ภัทรชัย ทวีวงศ์ ผู้อำนวยการอาวุโส แผนกวิจัยตลาดและประชาสัมพันธ์ ซาวิลส์ (ประเทศไทย) ฉายภาพสะท้อนความผันผวนนี้ว่า สิ่งที่น่าสนใจในเวลานี้ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของราคาที่ดินที่ปรับตัวแพงขึ้น แต่คือการที่ตลาดกำลังเปลี่ยนวิธีประเมินมูลค่าที่ดินไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง
ในอดีต นักลงทุนอุตสาหกรรมจะพิจารณาทำเล เส้นทางคมนาคมขนส่ง หรือระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานเป็นหลัก แต่สำหรับผู้พัฒนา Data Center สมการในการเลือกซื้อที่ดินกลับถูกลดทอนลงเหลือคำถามสำคัญเพียงไม่กี่ข้อ: “แปลงนี้มีกำลังไฟฟ้าให้ใช้เท่าไร และสามารถจ่ายไฟเข้าระบบได้จริงเมื่อไร”
ปัจจัยด้าน Power Availability หรือความพร้อมและความสามารถในการจัดสรรกำลังไฟฟ้า ได้กลายเป็นดัชนีชี้วัดมูลค่าที่ดินแทบจะโดยสมบูรณ์ เนื่องจากพลังงานไฟฟ้าที่สามารถจัดสรรให้กับโครงการไฮเทคเหล่านี้ในแต่ละพื้นที่เริ่มมีอยู่อย่างจำกัด ขณะที่ความต้องการใช้ไฟของระบบ Cloud และ AI กลับทะยานสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

[ แปลงเดียว แย่งซื้อ 5 ราย ดันราคาพุ่งกระฉูดกว่า 50% ]

ภาวะอุปสงค์โตแซงหน้าอุปทานของที่ดินที่ “สายไฟพร้อม-ไฟถึง” ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์แย่งชิงที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมอย่างหนัก
ข้อมูลการติดตามตลาดของ ซาวิลส์ (ประเทศไทย) ระบุชัดว่า ที่ดินนิคมฯ บางแปลงในทำเลยุทธศาสตร์ที่มีหลักประกันเรื่องกำลังไฟชัดเจน มีผู้ประกอบการ Data Center เสนอตัวรอคิวเข้าซื้อบนที่ดินแปลงเดียวกันมากถึง 4-5 ราย
ความต้องการที่กระจุกตัวบนพื้นที่ที่มีไฟพร้อม ส่งผลให้ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมมีอำนาจต่อรองสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ตัวเลขราคาขายที่ดินในทำเลสำคัญ เช่น เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC), สมุทรปราการ และพระนครศรีอยุธยา จึงปรับตัวขึ้นแบบก้าวกระโดดภายในระยะเวลาอันสั้น

- ที่ดินเกรดเริ่มต้น: จากราคาเดิม 3.5 - 4 ล้านบาทต่อไร่ ขยับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 6 ล้านบาทต่อไร่

- ที่ดินศักยภาพสูง: จากราคาเดิม 4.5 – 5.5 ล้านบาทต่อไร่ ถูกปั่นราคาขึ้นไปแตะระดับ 8 ล้านบาทต่อไร่

การปรับขึ้นราคามากกว่า 50% นี้ เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการ Data Center จำเป็นต้องยอมรับและพร้อมจ่าย เพื่อแลกกับ “การยืนยันปริมาณไฟฟ้า” ที่เพียงพอและสอดคล้องกับกรอบเวลาในการดำเนินธุรกิจ

[ ภาพรวมตลาดนิคมฯ อัตราครองพื้นที่ยังแกร่ง 82.3% ]

หากมองภาพกว้างของตลาดอสังหาริมทรัพย์อุตสาหกรรมในไทย ณ สิ้นครึ่งแรกของปี 2569 ซาวิลส์ (ประเทศไทย) สรุปตัวเลขอุปทานนิคมอุตสาหกรรมสะสมทั่วประเทศไว้ที่ 216,631 ไร่ โดยเป็นพื้นที่พร้อมขายและเช่าสุทธิราว 144,736 ไร่ (เติบโตขึ้น 7.39% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน)
ขณะที่อัตราการครอบครองพื้นที่ (Occupancy Rate) โดยเฉลี่ยทั่วประเทศยังคงแข็งแกร่งอยู่ที่ 82.30% แม้ว่ายอดขายที่ดินสุทธิ (Gross Absorption) ในช่วงครึ่งปีแรกจะอยู่ที่ราว 1,215 ไร่ ซึ่งชะลอตัวลงเล็กน้อยจากการเข้าสู่ภาวะสมดุล หลังจากผ่านช่วงที่ทุนจีนและภาคการส่งออกเข้ามาเร่งซื้อก่อนหน้านี้
กระนั้นก็ตาม ที่ดินในทำเลยุทธศาสตร์นอกกรุงเทพมหานครกลับไม่ได้ชะลอตัวตามภาพรวม เพราะนอกจากอุตสาหกรรมใหม่อย่างยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแล้ว Data Center คือแรงขับเคลื่อนหลักที่เข้ามาอุดช่องว่าง และผลักดันให้ราคาที่ดินในนิคมฯ ทำเลทองยังคงรักษาระดับราคาที่สูงไว้ได้อย่างต่อเนื่อง

[ ดาบสองคมของเค้กแสนล้าน เงินลงทุนสูง แต่ประโยชน์ในประเทศอาจจำกัด ]

แม้ว่าตัวเลขการส่งเสริมการลงทุน Data Center ในไทยจะดูหรูหรา โดยเฉพาะในช่วงปี 2568 ที่มีโครงการได้รับการส่งเสริมสูงถึง 26 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 8.11 แสนล้านบาท และคาดการณ์ว่าในช่วงปี 2569-2573 มูลค่าการลงทุนจะทะลุ 5.7 แสนล้านบาท จนดันให้ไทยติด Top 3 ตลาดน่าลงทุนด้านผลตอบแทน (Yield on Cost) ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
แต่มุมมองจากรายงานของสภาพัฒน์และผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายก็ชี้ให้เห็น “อีกด้านของเหรียญ” ที่รัฐบาลต้องกุมขมับ Data Center เป็นธุรกิจที่ใช้ทุนและเทคโนโลยีสูงมาก แต่เมื่อสร้างเสร็จและเปิดดำเนินการกลับ “ใช้แรงงานประจำน้อยมาก”
เนื่องจากระบบเกือบทั้งหมดถูกบริหารจัดการผ่านระยะไกล (Remote Control) เม็ดเงินส่วนใหญ่ตกอยู่กับค่าเครื่องจักร เซิร์ฟเวอร์ และเทคโนโลยีที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ
ยิ่งเมื่อบวกกับข้อกังวลเรื่องการแย่งใช้พลังงานไฟฟ้าและทรัพยากรน้ำ รวมถึงการที่ปัจจุบันไทยยังขาดหน่วยงานกลางเข้ามากำกับดูแลภาพรวม ตลอดจนช่องโหว่ด้านกฎหมายการผังเมืองและการตรวจสอบ EIA ดังที่กำลังเป็นข่าวใหญ่ในกรุงเทพฯ ยิ่งทำให้การเบรกเพื่อทบทวนเกณฑ์มาตรฐานกลายเป็นโจทย์ด่วนของภาครัฐ
บทสรุปจากข้อมูลของ ซาวิลส์ (ประเทศไทย) สะท้อนว่า แรงเหวี่ยงของเทคโนโลยี AI และ Cloud ได้เปลี่ยนโครงสร้างราคาและวิธีคิดในตลาดอสังหาริมทรัพย์อุตสาหกรรมไปแล้วอย่างสิ้นเชิง คำว่า “ที่ดินเปล่า” ในนิคมฯ ไม่ได้ถูกวัดมูลค่าด้วยตารางวาหรือทำเลติดถนนอีกต่อไป หากแต่ถูกวัดด้วย “เมกะวัตต์” ของพลังงานไฟฟ้าที่ลากผ่านหน้าแปลงที่ดิน
คำถามสำคัญหลังจากนี้จึงไม่ได้อยู่แค่ว่า ที่ดินนิคมฯ จะพุ่งไปถึงไร่ละกี่ล้านบาท หรือใครจะชนะในศึกแย่งซื้อที่ดิน แต่คือรัฐบาลไทยจะสามารถวางกลไกกำกับดูแล จัดสรรพลังงาน และกอบโกยผลประโยชน์จากการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลครั้งนี้ ให้ตกแก่เศรษฐกิจและคนในประเทศได้อย่างสูงสุดอย่างไร.

#การเงินดีชีวิตดี #ดาต้าเซ็นเตอร์ #ที่ดินเปล่า #ขายที่ดิน #ซื้อที่ดิน #นิคมอุตสาหกรรม #ราคาประเมินที่ดิน

เคล็ดลับ เตรียมพร้อมทายาทธุรกิจ รับช่วงกิจการครอบครัวต่อยอดความมั่งคั่งเคล็ดลับ เตรียมพร้อมทายาทรับช่วงกิจการ สร้างโอกาส...
06/09/2026

เคล็ดลับ เตรียมพร้อมทายาทธุรกิจ รับช่วงกิจการครอบครัวต่อยอดความมั่งคั่ง

เคล็ดลับ เตรียมพร้อมทายาทรับช่วงกิจการ สร้างโอกาสธุรกิจครอบครัว เพื่ออนาคตยั่งยืน ต่อยอดความมั่งคั่งของธุรกิจครอบครัว

ธุรกิจเอสเอ็มอี ที่ส่วนใหญ่ดำเนินงานธุรกิจลักษณะครอบครัว กำลังเผชิญกับความท้าทายในการวางแผนสืบทอดธุรกิจ ทั้งช่องว่างระหว่างวัย จำนวนทายาทที่ลดลง และการขาดความเข้าใจด้านการเงินและการลงทุนอย่างเป็นระบบ หากไม่มีการเตรียมพร้อม ความมั่งคั่งที่สร้างมาอาจกลายเป็นต้นเหตุของความขัดแย้ง มากกว่าจะเป็นพลังในการขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตในระยะยาว

ธนาคารไทยพาณิชย์ เดินหน้าสานต่อ หลักสูตร The DOTs 5th Family Power: Legacy to the Future ให้แก่ทายาทธุรกิจครอบครัวกว่า 100 บริษัททั่วประเทศ ครอบคลุมทุกกลุ่มอุตสาหกรรม

โดยมุ่งหวังให้ทายาทได้ลงมือปฏิบัติจริง ผ่านกระบวนการเรียนรู้ การทดลองแนวคิด และการนำเสนอแผนธุรกิจอย่างมืออาชีพ เพื่อสร้าง “ความไว้วางใจ” จากผู้ประกอบการรุ่นก่อน และเตรียมความพร้อมการก้าวขึ้นมารับช่วงกิจการได้อย่างมั่นใจ และขับเคลื่อนธุรกิจครอบครัวไปสู่อนาคตอย่างยั่งยืน

แนะ 3 เคล็ดลับลดความขัดแย้งและต่อยอดความมั่งคั่งแก่ธุรกิจครอบครัว

ดร.นิติ เนื่องจำนงค์ ผู้อำนวยการอาวุโส Wealth Planning and Family Office ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ความขัดแย้งในธุรกิจครอบครัวมักเกิดจาก 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1) การขาดแผนการส่งต่อมรดกที่ชัดเจน ซึ่งรวมถึงการทำพินัยกรรมที่ไม่รัดกุมอาจนำไปสู่ข้อพิพาทและการฟ้องร้องภายในครอบครัว ซึ่งบั่นทอนทั้งความสัมพันธ์และความมั่นคงของธุรกิจ 2) การไม่มีแผนการสืบทอดธุรกิจครอบครัวที่ชัดเจน ทำให้เกิดความไม่เข้าใจในบทบาทและความคาดหวังระหว่างรุ่น และความสัมพันธ์ในครอบครัวอาจถูกกระทบจากความคลุมเครือในการสืบทอด 3) การหล่อหลอมทายาทในเรื่องการออมและการลงทุน โดยพบว่า หลายครอบครัวให้ลูกใช้เงินบริษัทเพื่อซื้อของส่วนตัว หรือการให้เงินเดือนต่ำกว่ามาตรฐานตลาดซึ่งอาจส่งผลให้ทายาทขาดประสบการณ์ในการออมและเข้าใจกลไกการลงทุนที่จำเป็นต่อการขับเคลื่อนธุรกิจในระยะยาว และ 4) จำนวนทายาทที่ลดลงและช่องว่างอายุมากขึ้น ซึ่งส่งผลต่อความต่อเนื่องในการบริหารกิจการในอนาคต

ธนาคารไทยพาณิชย์ แนะ 3 เคล็ดลับสำคัญเพื่อลดความขัดแย้งระหว่างรุ่น ได้แก่

1.จัดทำบัญชีทรัพย์สินและโครงสร้างธุรกิจให้ชัดเจน โดยการจัดทำบัญชีทรัพย์สิน กำหนดโครงสร้างผู้ถือหุ้น และการจัดทำพินัยกรรมอย่างมืออาชีพ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการลดข้อพิพาท และเตรียมความพร้อมสำหรับการรับช่วงต่อธุรกิจ รวมถึงการทำสัญญาก่อนสมรส สัญญาผู้ถือหุ้น และธรรมนูญครอบครัว ซึ่งจะเป็นเครื่องมือที่ช่วยกำหนดข้อตกลงร่วมกันในครอบครัวอย่างมีระบบ พร้อมทั้งวางแผนภาษีการรับให้และภาษีการรับมรดกอย่างรอบคอบ เพื่อรักษาความมั่งคั่งและลดภาระภาษีในอนาคต

2.การเข้าใจความต้องการที่แท้จริงของครอบครัว การบริหารครอบครัวและธุรกิจให้มั่นคง ต้องเริ่มจากการฝึกฟังอย่างเข้าใจ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างเส้นทางธุรกิจครอบครัวให้แข็งแรงและยั่งยืน จากนั้นจึงเป็นการฟังอย่างลึกซึ้ง เพื่อค้นหาความต้องการของแต่ละคนในครอบครัว เพื่อการออกแบบการบริหารความมั่งคั่งสำหรับธุรกิจ

3.มีคนกลางที่ปรึกษาในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ทั้งนี้ การระงับข้อขัดแย้งโดยไม่ต้องพึ่งศาลเป็นทางเลือกที่ช่วยรักษาความสามัคคี โดยอาจใช้คนกลางจากภายในครอบครัวที่ได้รับความไว้วางใจจากคนในครอบครัว หรือคนกลางจากสถาบันภายนอก ซึ่งธนาคารไทยพาณิชย์ มีหน่วยงาน Wealth Planning and Family Office ที่มีความเชี่ยวชาญในการให้คำแนะนำการจัดการข้อพิพาทอย่างเป็นระบบและมีผลทางกฎหมายรองรับ

นายกิตติศักดิ์ คงคา ทายาทธุรกิจ บริษัท สมุนไพรคงคา จำกัด และผู้ก่อตั้งเพจลงทุนศาสตร์ กล่าวว่า เขาเริ่มต้นเส้นทางชีวิตตามแผนของครอบครัว ด้วยการเรียนเภสัชศาสตร์เพื่อกลับมาสานต่อกิจการ แต่เมื่อเข้าสู่การทำงานจริง กลับพบว่าความคิดและวิธีการทำงานของคนรุ่นพ่อแม่ไม่สอดคล้องกับตัวเอง แทนที่จะฝืนเดินตามเส้นทางเดิม จึงเลือกใช้เวลาวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ออกไปค้นหาตัวตน ผ่านการลงเรียนพิเศษในหลายแขนงและค้นพบว่า “การลงทุน” คือสิ่งที่ทำแล้วมีความสุขที่สุด ด้วยเงินทุนก้อนแรก 1 ล้านบาทที่ได้จากครอบครัว จึงนำไปลงทุนในตลาดหุ้นและเติบโตเป็นพอร์ตมูลค่ากว่า 120 ล้านบาทในระยะเวลาไม่กี่ปี

ทายาทธุรกิจเอสเอ็มอีที่ต้องการสร้างความมั่งคั่งให้กับตัวเองและธุรกิจครอบครัวในระยะยาว จึงควรเริ่มต้นจากการเข้าใจ 3 สิ่งสำคัญ ได้แก่

1.การเข้าใจรากฐานทางการเงินของตัวเองและของบริษัทอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการสร้างความมั่งคั่งอย่างยั่งยืน โดยต้องแยกให้ชัดเจนระหว่างทรัพย์สินส่วนบุคคลกับทรัพย์สินของครอบครัว เพราะความมั่งคั่งของธุรกิจครอบครัวไม่ใช่ความมั่งคั่งส่วนบุคคล การทำความเข้าใจงบแสดงสถานะทางการเงิน งบกำไรขาดทุน และงบกระแสเงินสดของตัวเองและธุรกิจ จะช่วยให้เห็นภาพรวมที่แท้จริงของทรัพย์สินและศักยภาพทางการเงิน การแยกทรัพย์สินออกจากกันไม่ใช่เพื่อแบ่งแยก แต่เพื่อสร้างความชัดเจนและความรับผิดชอบในฐานะผู้บริหารรุ่นใหม่ที่ต้องการต่อยอดจากรากฐานเดิมอย่างมั่นคงและมีทิศทาง

2. ต่อยอดทรัพย์สินของตัวเองและครอบครัวให้เติบโตอย่างมั่งคั่ง เริ่มจากตั้งเป้าหมายการลงทุนให้ชัดเจน เช่น เพื่อรักษาสภาพคล่อง หรือสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว แล้วเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่เหมาะสมกับผลตอบแทนและความเสี่ยงที่รับได้ เช่น ตราสารเงิน ตราสารหนี้ ตราสารทุน ตราสารอนุพันธ์ อสังหาริมทรัพย์ ทองคำ และกองทุนรวม

3.กระจายความเสี่ยงจากรายได้หลายช่องทาง การมีรายได้จากธุรกิจครอบครัว ธุรกิจส่วนตัว และพอร์ตการลงทุน ช่วยให้ทายาทยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง พร้อมบริหารทรัพย์สินอย่างมีอิสระและมั่นคงในระยะยาว

นายพจน์ สุพรหมจักร ผู้ก่อตั้งบริษัท เอ็น-เวสต์ เวนเจอร์ จำกัด(Nvest Venture) บริษัทลงทุนในสตาร์ทอัพ ชี้ว่า ธุรกิจครอบครัวส่วนใหญ่มักจะหยุดที่รุ่น 3 ดังนั้น ธุรกิจครอบครัวที่กำลังเดินทางมาสู่รุ่นที่ 3 จึงควรโฟกัสที่การขับเคลื่อนคุณค่าของธุรกิจที่แท้จริง ได้แก่ ฐานลูกค้า ความสามารถในการแข่งขัน หรือ คุณภาพของรายได้ เพื่อวางกลยุทธ์การเติบโตที่ตรงจุด ไม่ใช่มองแค่ยอดขายหรือกำไรระยะสั้น จากนั้นควรวางแผนการลงทุนซ้ำ (Reinvestment) อย่างต่อเนื่อง เพราะธุรกิจที่หยุดลงทุนซ้ำ คือ ธุรกิจที่หยุดเติบโต ดังนั้นคนเจน 3 จึงต้องเร่งผลักดันการนำกำไรกลับมาพัฒนาองค์กร เช่น ขยายตลาด พัฒนานวัตกรรม หรือยกระดับทีมงาน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในระยะยาว

“สิ่งสำคัญต่อมา คือ การพลิกฟื้นจุดอ่อนให้เป็นโอกาส อย่าปล่อยให้ธุรกิจที่อ่อนแอถ่วงการเติบโตของทั้งองค์กร ผู้บริหารควรประเมินจุดเสี่ยง ปรับโครงสร้าง หรือยุติบางส่วน เพื่อให้ทรัพยากรถูกใช้ในจุดที่สร้างผลตอบแทนได้สูงสุด และสุดท้าย ต้องลงทุนในสิ่งที่เราสามารถควบคุมได้ ซึ่งการลงทุนที่ดีไม่ใช่แค่การกระจายเงินไปร่วมลงทุนในธุรกิจต่างๆ แต่เราต้องมีอำนาจในการควบคุมธุรกิจได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการมีสิทธิ์ตัดสินใจ หรือการมีบทบาทในการบริหาร เพื่อให้เงินลงทุนสร้างผลตอบแทนที่แท้จริงและยั่งยืน” นายพจน์ กล่าว

04/09/2026

โลกไม่รอ! ไทยเร่งเปลี่ยนผ่านคาร์บอนต่ำ ก่อน “ต้นทุนจากการไม่ทำ” จะแพงกว่าเดิม
ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงที่เรื่อง Climate Change ขยับจากโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อม มาเป็น โจทย์เศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขัน อย่างเต็มตัว
หลังจากเศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ยต่ำเพียง 2.2% ต่อปี ขณะที่การจะก้าวสู่ประเทศรายได้สูงภายในปี 2580 ต้องรักษาการเติบโตในระดับราว 5% ต่อปี
และ ท่ามกลางโจทย์การเติบโตที่ยากขึ้น ไทยยังต้องรับมือกับน้ำท่วม ภัยแล้ง ความร้อนจัด การขาดแคลนน้ำ และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงกติกาการค้าโลก ธนาคารโลก (World Bank) ประเมินว่า หากไม่มีการปรับตัวอย่างจริงจัง ผลกระทบจาก Climate Change อาจทำให้ GDP ไทยลดลง 5-14% ภายในปี 2050
นี่จึงทำให้คำถามของประเทศไทยเปลี่ยนจาก “จะลดคาร์บอนหรือไม่” เป็น “จะลงทุนเปลี่ยนผ่านอย่างไร และใครจะเป็นคนจ่าย”
ในงาน The Bangkok Business Summit 2026 บนเวที BUILDING RESILIENCE : การขับเคลื่อนเครื่องยนต์แห่งการเติบโตยุคใหม่ของไทย ผู้กำหนดนโยบายและผู้บริหารจากภาคธุรกิจขนาดใหญ่จึงมาร่วมกันตอบโจทย์เดียวกันว่า เมื่อไทยกำลังเข้าสู่ช่วงของการลงมือทำจริงในอีก 2–3 ปีข้างหน้า ภาคธุรกิจต้องเตรียมตัวอย่างไร

[ ราคาที่ต้องจ่ายจากการไม่ทำเลย “แพงมาก” ]

ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม วางภาพใหญ่ของเรื่องนี้ไว้ชัดเจนว่า Climate Change กำลังกลายเป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยโดยตรง

“ราคาที่ต้องจ่ายจากการไม่ทำเลย แพงมาก อาจจะสูญ GDP ไปมากกว่า 5-14%”

สาระสำคัญจึงอยู่ที่การ ปกป้อง GDP และรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศ หลังจากไทยเองกำลังขยับเป้าหมาย Net Zero มาอยู่ที่ปี 2050 ตามทิศทาง NDC 3.0 ซึ่งกำหนดเส้นทางให้ไทยมุ่งสู่ Net Zero ในปีดังกล่าว แต่เป้าหมายจะเกิดขึ้นจริงไม่ได้หากไม่มีเงินลงทุน

“ถ้าไทยอยากไปถึงเป้าให้ได้ เราจะต้องลงทุน 2 ล้านล้านบาท ระดมทุนทั้งจากเอกชนและงบของรัฐ”

โจทย์ต่อจากนี้จึงอยู่ที่การสร้างกลไกให้เงินไหลเข้าสู่การเปลี่ยนผ่าน ทั้ง Carbon Tax, ETS, Carbon Credit และ Climate Fund รวมถึงการใช้ Carbon Finance เชื่อมโยงกับต่างประเทศ ขณะเดียวกัน ภาครัฐกำลังผลักดันกรอบกฎหมายและกลไกตลาด เพื่อให้การลดคาร์บอนกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจ ไม่ใช่โครงการแยกส่วนของแต่ละบริษัท

[ การบินไทย เผย คาร์บอนกำลังกลายเป็น “ต้นทุนการบิน” ]

สำหรับ การบินไทย การเปลี่ยนผ่านเห็นภาพชัด เพราะธุรกิจต้องรับมือกับทั้งต้นทุนพลังงาน กฎเกณฑ์ระหว่างประเทศ และการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่พร้อมกัน
ชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ระบุว่า อุตสาหกรรมการบินอยู่กับมาตรฐานด้านการปล่อยคาร์บอนมานาน และแรงกดดันเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

“จุดสำคัญที่สุดคือพลังงาน เราต้องใช้เชื้อเพลิงที่ลดคาร์บอนมากขึ้น”

ทางเลือกของการบินไทยมีตั้งแต่ เครื่องบินรุ่นใหม่ที่ประหยัดน้ำมัน 20-30% การเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติการ การใช้ SAF ไปจนถึงการบริหาร Carbon Credit แต่การเปลี่ยนผ่านมีต้นทุน เครื่องบินรุ่นใหม่ต้องใช้เงินลงทุนสูง ขณะที่กำลังการผลิตเครื่องบินยังไม่ทันกับความต้องการ ทำให้สายการบินอาจต้องใช้งานเครื่องบินรุ่นเดิมต่อไป
แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ต้นทุนวันนี้เพียงอย่างเดียว เพราะ ราคาพลังงานและราคาคาร์บอนเครดิตคาดการณ์ได้ยาก ทำให้การวางแผนต้นทุนระยะยาวซับซ้อนขึ้น
นี่คือเหตุผลที่การบินไทยวางยุทธศาสตร์ THAI Carbon Readiness Journey ตั้งแต่
MEASURE , REDUCE , TRANSITION , MANAGE และ ENGAGE โดยกลไกจะเริ่มจากสร้างฐานข้อมูลคาร์บอน Scope 1–3 ให้เป็นระบบเดียวกัน ไปสู่ ลดการปล่อยจากการปฏิบัติการ , เพิ่มการใช้ SAF , บริหาร Carbon Liability และ CORSIA ไปจนถึงการเปิดเผยข้อมูลคาร์บอนแก่ผู้โดยสารและแนวคิดเรื่อง Carbon Charge
นอกจากนี้ ยังใช้แนวคิด Circular Economy เศรษฐกิจหมุนเวียน ลดของเสียและการใช้ทรัพยากร
สอดคล้องกับข้อมูลของการบินไทยที่ระบุถึงการปรับปรุงฝูงบินและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิง รวมถึงการทำ Route Optimization เพื่อลดการใช้น้ำมันร่วมด้วย

[ ปตท.ลงทุนสร้าง “สนามทดลอง” เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ จ.ระยอง ]

ถ้าการบินไทยกำลังปรับธุรกิจจากภายใน ปตท.ก็กำลังขยับไปอีกขั้น ด้วยการสร้างพื้นที่ทดลองระบบเศรษฐกิจใหม่
เรื่องนี้ รัฐกร กัมปนาทแสนยากร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ความยั่งยืนองค์กร บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดภาพ I-SPARK ซึ่งเป็นโมเดลลักษณะ Sandbox ขนาดใหญ่ในพื้นที่ มาบตาพุด จ.ระยอง เพื่อเป้าหมายคือทดลองการเปลี่ยนผ่านภาคอุตสาหกรรมให้เกิดขึ้นจริงในระดับ Commercial Scale
แผน I-SPARK ช่วงปี 2026 - 2035 ระบุเงินลงทุน 2-5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมเป้าหมายลด GHG 3-9 ล้านตัน CO₂e แต่คาดว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ 1-3 พันล้านดอลลาร์ และสร้างงานกว่า 13,000 ตำแหน่ง

โดยรายละเอียดของโมเดลนี้วางไว้ 3 ด้าน

-Specialties, Bio & Circularity ต่อยอดเคมีภัณฑ์มูลค่าสูง Bio-based และการรีไซเคิล

-Low Carbon Energy & Solutions พลังงานคาร์บอนต่ำ SAF, Solar, Biomethane รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานพลังงานใหม่

-Shared/Common Infrastructure สร้างโครงสร้างพื้นฐานร่วม เช่น ระบบท่าเรือ พลังงาน และ Carbon Credit Platform เพื่อให้หลายธุรกิจใช้ร่วมกัน

แนวคิดของ ปตท.น่าสนใจตรงที่ การลดคาร์บอนถูกวางให้เป็นเรื่องของการลงทุนและการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ ไปพร้อมกัน เป้าหมายไม่ได้หยุดอยู่ที่การลดการปล่อยก๊าซ แต่ต้องการให้พื้นที่นี้กลายเป็นต้นแบบที่ดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ และต่อยอดไปยังพื้นที่อื่น

[ ซีเมนต์คาร์บอนต่ำอย่างเดียวไม่พอ ต้องเปลี่ยนทั้งระบบ ]

อีกโจทย์หนึ่งมาจาก ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งสะท้อนความจริงของอุตสาหกรรมหนักว่า การมีเทคโนโลยีลดคาร์บอนยังไม่เพียงพอ หากตลาด กฎระเบียบ และ Supply Chain ยังไม่พร้อม
โดย SCG เริ่มทดลองผลิตซีเมนต์คาร์บอนต่ำมาก่อนหน้านี้หลายปี แต่พบปัญหาสำคัญคือ ลูกค้ายังไม่เกิดความเชื่อมั่น และตลาดยังไม่มีแรงส่งมากพอ จากนั้นจึงต้องขยับจากการเปลี่ยน “สินค้า” ไปสู่การสร้าง Ecosystem

นำไปสู่แนวคิด Saraburi Sandbox และ 4P

Technology : ลดคาร์บอนในกระบวนการผลิตปูนเม็ด และลดสัดส่วน Clinker ในซีเมนต์
Regulation : สร้างมาตรฐานและการรับรองที่ทำให้สินค้า Low Carbon ใช้งานจริงในตลาด
Supply Chain : เปลี่ยนตั้งแต่แหล่งวัตถุดิบ การขนส่ง ผู้ผลิต ไปจนถึงผู้บริโภค
Capital Investment : ต้องมีเงินลงทุนรองรับเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน

“งานของเรา คือการทำให้มันเกิดขึ้นจริงให้ได้ ไปพร้อมกับการรักษาความสามารถในการแข่งขัน”

กรณีของ SCG จึงสะท้อนว่า บริษัทเดียวลดคาร์บอนไม่ได้ หากกติกา ตลาด เงินทุน และคู่ค้าไม่เดินไปพร้อมกัน

[ ธนาคารโลก ชี้ ปัญหาไม่ใช่แค่ “ไม่มีเงิน”]

ภาพสุดท้ายจาก Marc Forni ผู้เชี่ยวชาญหลักด้านการรับมือและฟื้นฟูของเมือง ธนาคารโลก ทำให้โจทย์นี้ชัดขึ้นอีกขั้น เพราะแม้ตลาดจะมี Green Bond และธนาคารมีเงินพร้อมปล่อยกู้ แต่คำถามสำคัญคือ เงินกำลังถูกส่งไปแก้ปัญหาที่ถูกจุดหรือไม่

“มีเงิน ธนาคารพร้อมปล่อย สำหรับโปรเจ็กต์ใหญ่ เช่น Green Bond แต่ปัญหาคือ มันแก้ตรงปัญหาไหม”

ปัญหาที่เขามองเห็นอยู่ที่โครงสร้างรอบโครงการ ตั้งแต่นโยบายระยะยาวที่ไม่แน่นอน กระบวนการที่ซับซ้อน การวัดผล ไปจนถึงการพิสูจน์ว่าโครงการมีความคุ้มค่ามากพอให้เงินทุนเข้ามา เรื่องนี้สอดคล้องกับโจทย์ใหญ่ของไทย เพราะธนาคารโลกระบุว่า ไทยต้องการเงินลงทุนด้าน Climate เพิ่มอีก 7.1 ล้านล้านบาท ในช่วง 25 ปีข้างหน้า และเงินภาครัฐเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องระดมทุนจากภาคเอกชนและระบบการเงินเข้ามาช่วย
สิ่งที่เวทีนี้สะท้อนออกมาจึงไม่ใช่เพียงว่าไทยต้องลดคาร์บอนให้ได้ตามเป้าหมาย แต่คือ ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงที่ต้นทุนของการไม่ปรับตัวเริ่มมีราคาให้เห็น จากวิกฤตภัยธรรมชาติต่างๆ จึงเป็นทางเลือกครั้งสำคัญ ว่า ไทยต้องจ่ายเงินเพื่อเปลี่ยนผ่านวันนี้ หรือจะยอมเสี่ยงจ่ายแพงกว่านั้นจากการไม่ทำอะไรเลย
เพราะในโลกที่คู่ค้า นักลงทุน และกติกาการค้าเริ่มให้ความสำคัญกับ Carbon มากขึ้น การลดคาร์บอนจึงเริ่มเกี่ยวข้องโดยตรงกับ ต้นทุนการผลิต ตลาดส่งออก เงินลงทุน และความสามารถในการแข่งขันของไทย
และนี่อาจเป็นเหตุผลที่คำว่า Net Zero 2050 กำลังเปลี่ยนความหมาย จาก “เป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม” ไปเป็น โจทย์เศรษฐกิจที่ภาคธุรกิจต้องเริ่มลงทุนตั้งแต่วันนี้นั่นเอง.

#การเงินดีชีวิตดี #การบินไทย #ปตท #ความยั่งยืน

กบข.โชว์พอร์ต29ปี แข็งแกร่ง ปรับดึง"ทองคำ"เข้าพอร์ตลงทุนลดความเสี่ยงกบข. โชว์พอร์ต 29 ปี แข็งแกร่ง หลังปรับแผนการลงทุนให...
02/09/2026

กบข.โชว์พอร์ต29ปี แข็งแกร่ง ปรับดึง"ทองคำ"เข้าพอร์ตลงทุนลดความเสี่ยง

กบข. โชว์พอร์ต 29 ปี แข็งแกร่ง หลังปรับแผนการลงทุนใหม่ ปี68 ดึง “ทองคำ" เข้าพอร์ตการลงทุนลดความเสี่ยง สู้ศึกภูมิรัฐศาสตร์

นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยถึงหลักการบริหารจัดการกองทุนว่า ตลอด 29 ปีที่ผ่านมา กบข. ยึดถือเป้าหมายสำคัญคือการทำให้สมาชิกมีเงินเพียงพอต่อการดำรงชีพหลังเกษียณ โดยตั้งเป้าหมายผลตอบแทนต้องชนะเงินเฟ้อ (Inflation-linked) โดยแบ่งตามกลุ่มสมาชิก ดังนี้ คือสมาชิกที่เข้ามาก่อนปี 2566 โดยเน้นแผนการลงทุนพื้นฐานที่ตั้งเป้าชนะเงินเฟ้อเฉลี่ย 10 ปี ไม่น้อยกว่า 2 % และสมาชิกที่เข้ามาตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นไป

จะถูกจัดอยู่ในแผนสมดุลตามอายุ ซึ่งปรับสัดส่วนสินทรัพย์ตามช่วงวัย โดยตั้งเป้าชนะเงินเฟ้อเฉลี่ย 3%

โดย กบข. ได้มีการทบทวนนิยามของประเภทสินทรัพย์ใหม่จากเดิมที่แบ่งเป็น สินทรัพย์มั่นคง และสินทรัพย์เสี่ยง เปลี่ยนเป็น สินทรัพย์เชิงรุก" (Active Asset) และ สินทรัพย์เชิงรับ (Passive Asset) เนื่องจากเชื่อว่าทุกสินทรัพย์มีความเสี่ยงในระดับที่ต่างกัน

สำหรับกลยุทธ์ที่สำคัญในปีที่ผ่านมาคือการเพิ่ม ทองคำ เข้ามาในพอร์ตการลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่เคยถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์เสี่ยง แต่ในบริบทปัจจุบัน กบข. นิยามทองคำใหม่ให้เป็นสินทรัพย์เพื่อลดความเสี่ยง (Safe Haven) โดยเฉพาะในช่วงที่มีปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ หรือสภาวะสงคราม ซึ่งช่วยพยุงพอร์ตในยามที่สินทรัพย์อื่นผันผวน

ขณะที่การจัดสรรพอร์ต กบข. ลงทุนในสินทรัพย์ทั้งหมด 18 ประเภททั่วโลก ทั้งในไทย เอเชีย ยุโรป และอเมริกา โดยใช้หลักการ Strategic Asset Allocation (SAA) ซึ่งจะมีการทบทวนในทุกๆ 3-5 ปี

"เราไม่ใช่กองทุนที่เก็งกำไร แต่เราบริหารแบบ Medium to Long Term เรามีการปรับเปลี่ยนขนาดและประเภทสินทรัพย์ตามสถานการณ์โลก เช่น ภาวะดอกเบี้ยขาลง หรือการแข่งขันทางการค้า แต่หัวใจสำคัญคือเราต้องเข้าใจความเสี่ยงของสินทรัพย์นั้นๆ อย่างถ่องแท้" นายทรงพล กล่าว

นอกจากนี้ กบข. ยังให้ความสำคัญกับการลงทุนทางเลือกในประเทศ เช่น ธุรกิจโรงแรมในภูเก็ตซึ่งสร้างผลตอบแทนได้ดีมากในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่าการลงทุนไม่ได้จำกัดอยู่แค่ต่างประเทศ แต่เน้นที่ตัวสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่าความเสี่ยง

ในส่วนของผลการดำเนินงานย้อนหลัง นายทรงพล ยืนยันว่า กบข. สามารถทำผลตอบแทนชนะเงินเฟ้อเฉลี่ย 10 ปี บวก 2% มาได้โดยตลอด อย่างไรก็ตาม อยากรณรงค์ให้สมาชิกเข้ามามีส่วนร่วมในการเลือกแผนการลงทุน ด้วยตนเอง เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการและเป้าหมายผลตอบแทนที่สูงขึ้น โดยเฉพาะแผนสมดุลตามอายุที่มีผลการดำเนินงานโดดเด่น

31/08/2026

ภัยสแกมเมอร์ยังไม่จบ! 7 เดือนเสียหาย 9.3 พันล้าน คนไทย 1 ใน 4 สารภาพเคยตกเป็นเหยื่อ ซื้อของออนไลน์ - ถูกหลอกลงทุน - สวมบัญชี เยอะสุด
ยิ่งโลกดิจิทัลพัฒนาไปไกลและอำนวยความสะดวกให้ชีวิตเรามากเท่าไร กลับยิ่งกลายเป็น "สนามล่าเหยื่อ" ชั้นดีของเหล่ามิจฉาชีพ ที่ปรับตัวตามเทคโนโลยีได้อย่างรวดเร็ว
ซึ่งหากมองย้อนกลับไปในตัวเลขความเสียหายของประเทศไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จะพบว่าภัยทางการเงินดังกล่าว ใกล้ตัวเรากว่าที่คิด
ข้อมูลล่าสุด จาก SCB EIC (ธนาคารไทยพาณิชย์) สะท้อนภาพภัยสแกมเมอร์ในบ้านเรา ที่ยังน่ากังวล โดยพบว่า แม้จำนวนการแจ้งเหตุในปี 2569 จะลดลงจากปีก่อน แต่ความเสียหายยังอยู่ในระดับหลายพันล้านบาท และรูปแบบการหลอกลวงกำลังผูกติดกับชีวิตประจำวันของคนไทยมากขึ้นเรื่อยๆ

ปี 2566 : ปริมาณการรับแจ้งเหตุอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอยู่ที่ประมาณ 2.2 แสนเคส สร้างความเสียหายรวม 2.9 หมื่นล้านบาท

ปี 2567 : จำนวนเคสเพิ่มขึ้นเป็น 2.8 แสนเคส ขณะที่มูลค่าความเสียหายพุ่งสูงถึง 3.9 หมื่นล้านบาท

ปี 2568 : แม้จำนวนเคสรับแจ้งเหตุจะขยับลงมาที่ราว 2.5 แสนเคส แต่ยอดเงินที่ถูกสูญไปกลับยังสูงถึง 3.2 หมื่นล้านบาท

เข้าสู่ปี 2569 เพียงแค่ 7 เดือนแรก (มกราคม - กรกฎาคม) ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ เปิดเผยว่ามีเคสถูกแจ้งเหตุแล้วกว่า 1.9 แสนเคส เฉลี่ย 902 เคสต่อวัน ฟันความเสียหายไปแล้วมากกว่า 9.3 พันล้านบาท
ตัวเลขนี้ย้ำชัดว่า ต่อให้ปริมาณคดีเฉลี่ยต่อวันจะดูลดลง แต่ความเสียหายเชิงมูลค่ายังน่ากังวลอย่างยิ่ง และ เพียงพอที่จะเห็นว่า ปัญหาสแกมเมอร์ยังอยู่ใกล้ตัวคนไทยมากกว่าที่คิด

[ 1 ใน 4 คนไทย เคยเสียหายจากสแกมเมอร์ ]

ประเด็นที่น่าสนใจ คือ สแกมเมอร์ไม่ได้ใช้วิธีเดิมๆ ในการเข้าถึงเหยื่ออีกต่อไป เมื่อการซื้อของ การทำงาน การติดต่อราชการ การลงทุน ไปจนถึงการใช้ชีวิตประจำวันย้ายเข้าสู่โลกออนไลน์มากขึ้น พื้นที่เหล่านี้ก็กลายเป็นช่องทางให้มิจฉาชีพเข้าถึงคนได้ง่ายขึ้นเช่นกัน
ผลสำรวจ SCB EIC Consumer Survey ในหัวข้อ “When Life Goes Digital” ยังชี้ว่า คนไทย 1 ใน 4 เคยตกเป็นเหยื่อและได้รับความเสียหายจากสแกมเมอร์ โดยช่องทางและรูปแบบการหลอกลวงที่มีการแจ้งเหตุสูงสุด คือ การหลอกลวงด้าน ซื้อสินค้าและบริการออนไลน์ ครองสัดส่วนสูงถึง 73% ของคดีที่ได้รับแจ้ง
ห่างจากอันดับรองลงมาอย่างการหลอกลวงด้านการจ้างงานที่ 9% และการแอบอ้างเป็นบุคคลอื่น 7%
พูดง่ายๆ คือ ในวันที่คนไทยคุ้นเคยกับการกดสั่งของผ่านมือถือ การซื้อของออนไลน์ก็กลายเป็นหนึ่งในจุดที่มิจฉาชีพเข้ามาแทรกตัวได้มากที่สุด ตั้งแต่ร้านปลอม สินค้าไม่ตรงปก จ่ายเงินแล้วไม่ได้ของ ไปจนถึงการใช้ช่องทางออนไลน์สร้างความน่าเชื่อถือก่อนปิดการขาย
สิ่งที่น่ากังวลกว่าการ “ถูกหลอก” คือ หลังจากเสียเงินแล้ว เงินนั้นไม่ได้กลับคืนมาง่ายๆ SCB EIC พบว่า ในหลายรูปแบบ ผู้เสียหายมากกว่าครึ่งระบุว่ายังไม่ได้รับการแก้ไขหรือเยียวยา โดยเฉพาะกรณีซื้อสินค้าออนไลน์แล้วไม่ได้สินค้า และการถูกหลอกให้โอนเงิน

[ “ลงทุน” ยังเป็นกับดักที่ต้องระวัง ]

ทั้งนี้ แม้การหลอกลงทุนจะมีสัดส่วนเพียง 3% ของคดีที่ได้รับแจ้งในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ เมื่อเทียบกับการซื้อสินค้าและบริการออนไลน์ที่สูงถึง 73% แต่ถือเป็นรูปแบบที่สร้างความเสียหายทางการเงินได้รุนแรง เพราะมักใช้ ผลตอบแทนที่สูงและดูง่ายเกินจริง เป็นตัวดึงดูด
กลไกของการหลอกอาจเริ่มจากโฆษณา เพจ หรือบุคคลที่ดูน่าเชื่อถือ ก่อนชวนเข้าสู่แพลตฟอร์มลงทุน และสร้างภาพว่ามีผลตอบแทนเกิดขึ้นจริง เหยื่อบางรายจึงไม่ได้รู้สึกว่ากำลัง “ถูกหลอก” ในครั้งแรก แต่เชื่อว่ากำลังทำกำไรจากการลงทุน ก่อนที่เงินจะหายไปในท้ายที่สุด
นี่จึงถือเป็นโจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจดิจิทัล ภายใต้ บริบท ที่คนไทยซื้อของผ่านมือถือ ติดต่อธุรกิจผ่านโซเชียล มีบัญชีธนาคารและบัตรเชื่อมกับแพลตฟอร์มต่างๆ และใช้ข้อมูลส่วนตัวเพื่อยืนยันตัวตนมากขึ้น ทุกความสะดวกจึงมาพร้อม “ช่องทาง” ใหม่ที่สแกมเมอร์สามารถใช้เข้าถึงผู้บริโภค
โดย SCB EIC มองว่า แม้ผู้บริโภคมีแนวโน้มป้องกันตัว ผ่านการเลือกซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์ม e-Commerce รายใหญ่หรือช่องทางทางการของแบรนด์มากขึ้น เพราะมองว่ามีความปลอดภัยกว่า ขณะที่การซื้อกับร้านค้าขนาดเล็ก ผู้บริโภคจะตรวจสอบข้อมูลร้าน ประวัติการขาย รีวิว และช่องทางติดต่อมากขึ้น
แต่โจทย์ไม่ได้อยู่ที่ประชาชนฝ่ายเดียว แพลตฟอร์มออนไลน์เองต้องเพิ่มระบบคัดกรองร้านค้า ใช้เทคโนโลยีตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติ และสร้างระบบคุ้มครองผู้ซื้อ ส่วนภาครัฐต้องทำให้ข้อมูลจากธนาคาร แพลตฟอร์ม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเชื่อมถึงกันเร็วพอที่จะหยุดเงินก่อนที่จะถูกถอนหรือโอนต่อ เพราะในโลกของสแกมเมอร์ เวลาที่ผ่านไปหลังเกิดเหตุ อาจหมายถึงเงินที่ตามกลับคืนมาได้ยากขึ้นนั่นเอง.

ที่มา : SCB EIC

#การเงินดีชีวิตดี #มิจฉาชีพ #สแกมเมอร์ #หลอกลงทุน #ซื้อของออนไลน์ #บัญชีม้า #โอนเงิน #ภัยการเงิน

“จระเข้” เร่งขยายพอร์ต รุกตลาดอาเซียน ดันรายได้ต่างประเทศแตะ 20%“จระเข้” ปรับกลยุทธ์การตลาด รับเศรษฐกิจผันผวน ดันเคมีภัณ...
29/08/2026

“จระเข้” เร่งขยายพอร์ต รุกตลาดอาเซียน ดันรายได้ต่างประเทศแตะ 20%

“จระเข้” ปรับกลยุทธ์การตลาด รับเศรษฐกิจผันผวน ดันเคมีภัณฑ์–แบรนด์ใหม่ เจาะอาเซียน เร่งปั้นรายได้ต่างประเทศ ตั้งเป้าโต 20% ภายใน 3-5 ปี

ท่ามกลางภาพรวมเศรษฐกิจและภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยังไม่ฟื้นตัวชัดเจน ขณะที่ฝั่งตลาดวัสดุก่อสร้าง ยังมีแนวโน้ม "ทรงตัว" ตามข้อมูลของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ระบุว่า แนวโน้มภาคก่อสร้างและตลาดวัสดุก่อสร้างปี 2569 ว่ามูลค่ารวมอุตสาหกรรมก่อสร้าง อยู่ที่ราว 1.41 ล้านล้านบาท แนวโน้ม "ทรงตัว"

โดยแบ่งเป็นการก่อสร้างภาครัฐ 860,000 ล้านบาท ขยายตัวเพียง 1% จากปีก่อน ส่วนการก่อสร้างภาคเอกชนมีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่องเหลือ 551,000 ล้านบาท หดตัว 1% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

ส่วนภาคเอกชน ยังคงเผชิญภาวะชะลอตัว โดยเฉพาะกลุ่มอาคารที่อยู่อาศัยที่หดตัวตามตลาดอสังหาริมทรัพย์ ขณะที่อาคารพาณิชย์มีแนวโน้มทรงตัว ทั้งนี้ พื้นที่ขออนุญาตก่อสร้างในปี 2024 ที่หดตัวแรงและคาดว่าจะลดลงต่อเนื่องในปี 2568 จะส่งผลให้กิจกรรมการก่อสร้างเอกชนชะลอลงในระยะถัดไป

จระเข้ปรับกลยุทธ์เน้น “บาลานซ์พอร์ต”
บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เดินหน้าปรับกลยุทธ์ธุรกิจครั้งสำคัญ โดยเน้นการ “บาลานซ์พอร์ต” ระหว่างตลาดในประเทศกับต่างประเทศ พร้อมเร่งขยายกลุ่มสินค้าใหม่ เพื่อสร้างการเติบโตในปี 2569

นายจิรัฏฐ์ สิริเฉลิมพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยกับ PPTV Wealth ว่า ปัจจุบันรายได้หลักของบริษัทยังคงมาจากประเทศไทยในสัดส่วนมากกว่า 80% ขณะที่ รายได้จากต่างประเทศ ยังอยู่ที่ระดับกว่า 10%

บุกตลาดต่างประเทศ 20% ใน 5 ปี
แต่บริษัทตั้งเป้าผลักดันสัดส่วนต่างประเทศขึ้นสู่ระดับ 20% ภายใน 3–5 ปี ผ่านการขยายตลาดในอาเซียนและประเทศศักยภาพเฉพาะกลุ่ม

ปัจจุบัน จระเข้ คอร์ปอเรชั่น มีโรงงานผลิต 1 แห่ง ที่จังหวัดสระบุรี ซึ่งยังรองรับการเติยโตได้ แต่จะเลือกใช้กลยุทธ์ ขยายกำลังการผลิตภายในพื้นที่เดิม แทนการตั้งโรงงานใหม่ หรือย้ายฐานการผลิต ทำให้ยังไม่มีแผนตั้งโรงงานผลิตในระยะสั้น แต่จะพิจารณาควบคู่กับยอดขายในประเทศนั้นๆ เพื่อให้การลงทุนสามารถคุ้มทุนในระยะยาว

ขยายฐานกลุ่มเจ้าของบ้าน เน้นผลิตภัณฑ์เพื่อการซ่อมแซม
ขณะที่ ในเชิงโครงสร้างสินค้า จระเข้ แบ่งพอร์ตออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กาวซีเมนต์–ยาแนว เคมีภัณฑ์ และสินค้าโซลูชันเฉพาะทาง โดยยอมรับว่า กลุ่มกาวซีเมนต์และยาแนวในไทยเริ่มอิ่มตัว เนื่องจากบริษัทครองส่วนแบ่งตลาดในระดับผู้นำแล้ว

ซึ่งกลุ่มเคมีภัณฑ์ (Chemical) และ Industrial ยังเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพการเติบโตสูง เนื่องจากสัดส่วนตลาดยังไม่มาก บริษัทจึงเดินหน้าเติมสินค้าใหม่ให้เป็นโซลูชันมากขึ้น ตอบโจทย์ทั้งงานก่อสร้าง งานซ่อม และงานอุตสาหกรรม

ขณะเดียวกัน จระเข้ยังขยายฐานผู้บริโภคด้วยการเปิดแบรนด์ใหม่ “จระเข้ Easy” เจาะกลุ่มเจ้าของบ้านโดยตรง ผ่านแพ็กสินค้าไซต์เล็ก ใช้งานง่าย ขายผ่านช่องทางออนไลน์เป็นหลัก เพื่อตอบโจทย์ตลาดซ่อมแซมบ้าน ซึ่งเติบโตสวนทางภาวะอสังหาริมทรัพย์ใหม่ที่ชะลอตัว

CLMV ยังเป็นหัวใจ ต่างประเทศเร่งโต
ด้านการขยายตลาดต่างประเทศ กลุ่ม CLMV ยังคงเป็นฐานรายได้หลัก โดยเมียนมา ยังเป็นตลาดอันดับ 1 ในเชิงมูลค่า แม้เผชิญความไม่แน่นอนทางการเมือง แต่ยังเติบโตจากดีมานด์โครงสร้างพื้นฐาน

ขณะที่ เวียดนาม ถูกวางเป็นตลาดยุทธศาสตร์ระยะยาว หลังบริษัทจัดตั้งบริษัทลูกเต็มรูปแบบ มีทีมการตลาด ฝ่ายขาย และคลังสินค้าในประเทศ ซึ่งช่วยเร่งการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ และมีโอกาสขึ้นเป็นตลาดอันดับหนึ่งของจระเข้ในต่างประเทศในอนาคตอันใกล้

นอกจาก CLMV บริษัทอยู่ระหว่างสำรวจตลาดอาเซียนอื่น ๆ เช่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย โดยเลือกประเทศที่มีศักยภาพและต้นทุนโลจิสติกส์เหมาะสม

ความท้าทาย “ราคาถูก–ของเลียนแบบ–การค้าโลก”
หนึ่งในความท้าทายสำคัญ คือ การแข่งขันจากสินค้าราคาประหยัด โดยเฉพาะสินค้านำเข้าจากจีน รวมถึงปัญหาสินค้าเลียนแบบในบางประเทศ เช่น เวียดนาม ซึ่งบริษัทต้องใช้ทั้งมาตรการทางกฎหมายและการสร้างการรับรู้แบรนด์ควบคู่กัน

โดยจระเข้ยืนยันจุดยืนไม่ลงไปแข่งขันด้านราคา แต่เลือกสร้างความแตกต่างด้วยคุณภาพ มาตรฐานสินค้า และการอบรมทีมขายอย่างต่อเนื่อง เพื่ออธิบายคุณค่าให้ลูกค้าเข้าใจว่าทำไมต้องจ่ายในราคาที่สูงกว่า

นายจิรัฏฐ์ ยังสะท้อนภาพรวมสถานการณ์ว่า ปี 2569 นี้ถือเป็นปีที่ท้าทายรอบด้าน ทั้งเศรษฐกิจโลกและปัจจัยการเมือง โดยเฉพาะบทบาทของโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งแม้จะมีปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ จระเข้ ยังเลือกยึดมั่นในสิ่งที่ควบคุมได้ คือ มาตรฐานสินค้าและความเชื่อมั่นของลูกค้า โดยย้ำว่า จะไม่ลดคุณภาพ หรือ ปรับลดสเปกสินค้า เพื่อแข่งขันด้านราคา

ที่สำคัญในเชิงกลยุทธ์การตลาด จระเข้ ยอมรับว่า สินค้าส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคาพรีเมียมเมื่อเทียบกับตลาด แต่เป็นราคาที่มาพร้อมเหตุผล ทั้งมาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) และการออกแบบสินค้าให้ตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น การแบ่งเกรดผลิตภัณฑ์อย่างจระเข้เขียว จระเข้แดง หรือ จระเข้เงิน ซึ่งแต่ละรุ่นมีคุณสมบัติ (Property) เฉพาะทาง รวมถึงผลิตภัณฑ์เฉพาะทางอย่างน้ำยาปูกระเบื้องหินธรรมชาติสีเข้ม ที่ต้องใช้สูตรเฉพาะเพื่อป้องกันคราบขาว

ปี 2569 มั่นใจ รายได้ “โต แต่ไม่ประมาท”
อย่างไรก็ตาม สำหรับแนวโน้มปี 2569 บริษัทฯ ประเมินว่า ภาพรวมเศรษฐกิจอาจยังไม่สดใส แต่ยังมีโอกาสเติบโตจากการขยายตลาดต่างประเทศ การเพิ่มสัดส่วนสินค้าเคมีภัณฑ์ และตลาดซ่อมแซมบ้าน และเตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ภายในปีนี้ 1-2 ตัว ภายในงานสถาปนิก 2569 โดยตั้งเป้าให้ทุกกลุ่มธุรกิจเติบโต แม้ยังไม่เปิดเผยตัวเลขอย่างเป็นทางการ

นอกจากนี้ นายจิรัฏฐ์ ยังมองว่า “เสถียรภาพทางการเมือง” เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่น การลงทุน และการบริโภค ทั้งในประเทศและเพื่อนบ้าน โดยภาคธุรกิจไม่ได้เลือกขั้วทางการเมือง แต่ต้องการความชัดเจน เพื่อให้สามารถวางแผนและปรับตัวในการประกอบธุรกิจได้ถูกทาง

ที่อยู่

20 อาคารบุปผจิต ถ. สาทรเหนือ แขวงสีลม เขตบางรัก จังหวัดกรุงเทพมหานคร
Bang Rak
10500

เวลาทำการ

จันทร์ 11:00 - 20:00
อังคาร 11:00 - 20:00
พุธ 11:00 - 20:00
พฤหัสบดี 10:00 - 20:00
ศุกร์ 11:00 - 20:00
เสาร์ 11:00 - 20:00
อาทิตย์ 11:00 - 20:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Madam Company Ltd.ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์