18/08/2026
[ ไดโนเสาร์หลายชนิดมีขน…แต่ไม่ใช่ทุกชนิดมีขน ]
ถ้าพูดถึงภาพจำของไดโนเสาร์ในโลกภาพยนตร์ เมื่อนึกถึงไดโนเสาร์แทบทุกคนคงหนีไม่พ้นภาพจำไดโนเสาร์ตัวเป็นเกล็ดจากแฟรนไชส์ Jurassic Park และต่อเนื่องมาถึง Jurassic World ในภาคแรกๆ ภาพของไดโนเสาร์เหล่านี้กลายเป็นภาพจำของคนทั่วโลกมานานหลายสิบปี โดยผู้คนมักคุ้นเคยกับ Velociraptor ผิวไร้เส้นขนเหมือนกิ้งก่า และไดโนเสาร์แทบทุกตัวในเรื่องก็ถูกสร้างขึ้นมาโดยไม่มีขน แม้ว่าวงการบรรพชีวินวิทยาจะค้นพบหลักฐานของขนและโครงสร้างคล้ายขนในไดโนเสาร์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ช่วงปลายศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมก็ตาม นักบรรพชีวินวิทยาจำนวนไม่น้อยจึงตั้งคำถามและเรียกร้องให้สื่อสมัยใหม่นำความรู้เหล่านี้ไปอัพเดทไดโนเสาร์ในภาพยนตร์ให้ตรงตามหลักฐานใหม่ๆเสียที เพราะภาพยนตร์ Jurassic ที่คนหลายรุ่นเติบโตมาด้วยนั้นมีอิทธิพลอย่างมากต่อความเข้าใจของสาธารณชน จนทำให้เกิดภาพจำว่า “ไดโนเสาร์ = สัตว์เลื้อยคลานผิวเกล็ด” ทั้งที่ความจริงนั้นประเด็นนี้ซับซ้อนกว่านั้นมากครับ
แต่ในที่สุด เราก็เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงในสื่อบันเทิงยุคใหม่ ไดโนเสาร์เริ่มถูกนำเสนอให้มีขนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยจะเห็นได้ชัดใน Pyroraptor และไดโนเสาร์หลายชนิดจาก Jurassic World Dominion และล่าสุดในภาพยนตร์เรื่อง The End of Oak Street ก็เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของแนวทางนี้ เพราะเรื่องนี้แทบจะเรียกได้ว่า “ใส่ขนให้หมด” ตั้งแต่ Allosaurus, Coelophysis, เทอโรซอร์ ไปจนถึงยักษ์ใหญ่อย่าง Spinosaurus และแม้กระทั่งไดโนเสาร์ซอโรพอดคอยาวเองก็ถูกออกแบบให้มีขนปกคลุมร่างกายอย่างชัดเจนจนหนาเตอะเหมือนช้างแมมมอธเลยทีเดียว ถือเป็นการฉีกภาพจำไดโนเสาร์ผิวกิ้งก่าแบบ Jurassic Park ไปอย่างมาก ซึ่งสะท้อนว่าองค์ความรู้เรื่อง integument หรือผิวหนังและโครงสร้างที่ปกคลุมร่างกายของสัตว์ดึกดำบรรพ์ได้เดินทางมาไกลแค่ไหน
แต่ปัญหาคือ…จากเดิมที่เรามีปัญหากับสื่อที่ “ไม่ยอมใส่ขนให้ไดโนเสาร์เลยแม้แต่เส้นเดียว” ตอนนี้เรากำลังเจออีกปัญหา นั่นคือ สื่อเริ่ม “ใส่ขนมากเกินกว่าที่หลักฐานรองรับ” ครับ แลดูเหมือนใส่ขนมาประชดนั่นเอง !!
ก่อนอื่นเลย ผมไม่อยากให้ทุกท่านมองกรณีของเส้นขน ให้เป็น ขาว-ดำ ครับ เพราะเอาจริงๆวิวัฒนาการของเส้นขนนั้นเป็นเรื่องที่ซับซ้อนมากๆ ควรมองเป็นแนวเทาๆซะมากกว่าครับ ไม่ได้แบ่งแยกกันชัดเจนขนาดนั้น และเราก็ไม่สามารถฟันธงได้ทุกตัวว่ามีหรือไม่มีแบบมั่นใจ 100% เพราะการที่นักบรรพชีวินวิทยาค้นพบว่าไดโนเสาร์จำนวนมากมีขน ไม่ได้หมายความว่าไดโนเสาร์ทุกชนิดจะต้องมีขน และยิ่งไม่ได้หมายความว่าสัตว์ทุกตัวที่อยู่ในสายวิวัฒนาการของไดโนเสาร์จะต้องถูกคลุมด้วยขนหนานุ่มตั้งแต่หัวจรดหาง แต่ในทางกลับกัน ก็ไม่ได้แปลว่าไดโนเสาร์ที่เหลือจะตัวเป็นเกล็ดทั้งหมดอีกด้วย ไม่ได้มีเส้นแบ่งชัดเจนขนาดนั้นครับ
เริ่มต้นกันก่อน เราต้องย้อนกลับไปดูที่มาของคำว่า “ขนนก” เพราะสิ่งที่เราเรียกรวมๆ ว่า ขนนก (feather) ในปัจจุบันไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกับนก และอาจมีประวัติวิวัฒนาการที่เก่าแก่กว่านั้นมาก ปัจจุบันมีหลักฐานจากเทอโรซอร์ (Pterosaur หรือ สัตว์เลื้อยคลานบินได้กลุ่มหนึ่ง) ซึ่งเป็นญาติใกล้ชิดของไดโนเสาร์ (แต่ไม่ใช่ไดโนเสาร์) ว่าพวกมันมีโครงสร้างเส้นใยที่เรียกว่า พิกโนไฟเบอร์ (pycnofibres) ปกคลุมร่างกาย และในเทอโรซอร์บางชนิด เช่น Tupandactylus imperator ยังพบโครงสร้างที่มีลักษณะแตกแขนงและมีองค์ประกอบที่เหมือนกับขนนกมากจนนักวิจัยบางกลุ่มเสนอว่า นั่นแหละ คือการค้นพบขนนก (feather) ครั้งแรกในเทอโรซอร์นั่นเอง หลักฐานเหล่านี้ทำให้นักบรรพชีวินฯคาดว่าโครงสร้างเส้นใยซึ่งเป็นต้นกำเนิดของขนนกอาจมีจุดเริ่มต้นย้อนกลับไปถึงบรรพบุรุษของกลุ่ม Avemetatarsalia ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ที่รวมทั้งไดโนเสาร์และเทอโรซอร์เอาไว้ด้วยกันครับ
นี่เป็นเรื่องที่น่าทึ่งมาก เพราะมันหมายความว่า “ขนนก” หรืออย่างน้อยโครงสร้างที่เป็นต้นกำเนิดของขนนก อาจไม่ได้เป็นสิ่งที่วิวัฒนาการขึ้นมาเฉพาะในนก หรือแม้แต่เฉพาะในไดโนเสาร์กลุ่มเทอโรพอด แต่มีรากที่เก่าแก่กว่านั้นมาก ย้อนไปตั้งแต่สมัยกำเนิดบรรพบุรุษร่วมของเทอโรซอร์และไดโนเสาร์เลย อย่างไรก็ตาม ต้องเน้นว่าคำว่า “มีต้นกำเนิดของโครงสร้างขน” ไม่ได้แปลว่าสัตว์ Avemetatarsalia ทุกชนิดจะต้องมีขนฟูเต็มตัวเหมือนนกในปัจจุบัน วิวัฒนาการของโครงสร้างเหล่านี้มีความซับซ้อน และรูปแบบของเส้นใยในสัตว์แต่ละกลุ่มก็สามารถแตกต่างกันได้มาก บางชนิดมีน้อย บางชนิดมีมาก บางชนิดมีเส้นใยปกคลุมร่างกายมากกว่า 1 ประเภท ก็ต้องดูกันไปแบบ case by case ครับ
ทีนี้เมื่อพูดถึงไดโนเสาร์ยุคแรกอย่าง Coelophysis (อ่านว่า ซีโลไฟซิส) ที่ปรากฏตัวเป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตแรกๆ ใน The End of Oak Street เรื่องราวก็เริ่มน่าสนใจขึ้นไปอีก เพราะ Coelophysis เป็นเทอโรพอดยุคแรกจากช่วงปลายยุคไทรแอสซิก และแม้เราจะยังไม่มีหลักฐานโดยตรงว่ามันมีขน แต่จากตำแหน่งทางสายวิวัฒนาการประกอบกับการพบโครงสร้างขนในเทอโรซอร์ซึ่งเป็นญาติใกล้ชิด และในไดโนเสาร์หลายกลุ่มที่วิวัฒนาการต่อมา นักวิจัยจึงมีเหตุผลค่อนข้างหนักแน่นที่จะคาดว่าไดโนเสาร์ยุคแรกอาจมีขนอยู่แล้วเช่นกัน แนวคิดนี้เรียกว่า phylogenetic bracketing ซึ่งเป็นการอนุมานลักษณะที่ยังไม่มีหลักฐานโดยตรง (direct evidence) จากลักษณะที่พบในญาติใกล้ชิดทั้งสองฝั่งของสายวิวัฒนาการ ยิ่งไปกว่านั้น งานของ Olsen และคณะในปี 2022 ยังชี้ว่าไดโนเสาร์ยุคแรกต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่หนาวเย็นและแปรปรวนในช่วงปลายไทรแอสซิก ทำให้โครงสร้างคล้ายขนอาจมีส่วนช่วยในการรักษาความร้อน และเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยให้พวกมันอยู่รอดและแพร่กระจายได้ ดังนั้นการใส่ขนให้ Coelophysis ใน The End of Oak Street จึงเป็นเรื่องน่าชื่นชมครับ
เมื่อวิวัฒนาการของไดโนเสาร์ดำเนินต่อไป เราพบหลักฐานของโครงสร้างคล้ายขนในไดโนเสาร์หลายสายมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเทอโรพอด และที่สำคัญไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มที่ใกล้ชิดกับนกเท่านั้น เพราะเรายังพบโครงสร้างขนแรกเริ่มในไดโนเสาร์กลุ่มออร์นิธิสเคีย (Ornithischia) ด้วย ตัวอย่างที่โด่งดังคือ Kulindadromeus ซึ่งพบทั้งเกล็ดและโครงสร้างขนแรกเริ่มในบริเวณต่างๆของร่างกาย โดยลำตัวเป็นขนแต่กลับมีหางเป็นเกล็ดแผ่นใหญ่คล้ายเกราะ สิ่งนี้ทำให้เราเห็นภาพว่า “ขน” กับ “เกล็ด” ไม่จำเป็นต้องเป็นลักษณะที่สัตว์หนึ่งตัวจะต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่สามารถเกิดร่วมกันในร่างกายเดียวกันได้
ทีนี้มาดูพระเอกของเรากันดีกว่า เจ้า Allosaurus (อัลโลซอรัส) ที่ในหนังมีการใส่เส้นขนให้มันอย่างเต็มที่เลย โดยพบมากบริเวณลำคอยาวไปถึงหาง โดยจุดนี้ผมต้องขอชื่นชมครับ เพราะว่าอัลโลซอรัสเอง แม้จะยังไม่มีหลักฐานโดยตรง แต่ญาติๆของมันกลับพบร่องรอยของเส้นขนครับ อย่าง Concavenator ที่มีปุ่มหรือรอยตุ่มเล็กๆ บนกระดูกแขนท่อนปลาย (Ulna) หรือที่เรียกว่า feather quill k***s ซึ่งพบได้ในนกปัจจุบันและพวก dromaeosaurid หรือกลุ่ม ”แรพเตอร์” อีกด้วย จึงเป็นหลักฐานที่บ่งบอกถึงความเป็นไปได้ว่าเทอโรพอดกลุ่ม Allosauroid อาจมีขนเช่นกัน อีกทั้งจากงานวิจัยยุคหลัง ที่พบว่า Juravenator อาจเป็น Allosauroid วัยเด็ก ซึ่งไดโนเสาร์ชนิดนี้มีขนเต็มตัวเช่นกัน จึงยิ่งเพิ่มความเป็นไปได้เข้าไปอีกที่ Allosaurus อาจมีขนเต็มตัวเหมือนกับในภาพยนตร์ The End of Oak Street ครับ ตรงนี้ก็ต้องขอชื่นชมเช่นกันที่กล้าใส่มา (แม้ว่าจะยังไม่เจอหลักฐานโดยตรงในตัว Allosaurus เองก็ตาม)
นอกจากนี้ Spinosaurus จากในหนังเรื่องนี้เองก็มีการเติมเส้นขนบริเวณลำคอ ลำตัว และฐานของกระโดงหลังด้วย โดยขนก็มีลักษณะเป็นเส้นเล็กๆแซมๆตามร่างกายไม่หนามาก ซึ่งเอาจริงๆก็ไม่ได้ขัดต่อหลักฐานทางบรรพชีวินวิทยาเท่าไหร่คล้ายกับกรณีของ Allosaurus เนื่องจากต้นตระกูลของ Spinosaurus นั้นคือไดโนเสาร์กลุ่ม Megalosauroid ซึ่งมีการค้นพบสมาชิกที่มีขนเช่นกัน (แต่เป็นวัยเด็ก) อย่าง Sciurumimus และ Scipionyx ซึ่งสองชนิดนี้มีความใกล้ชิดกับ Spinosaurus พอตัวครับ (แต่เคส Spinosaurus จะทำตัวเป็นเกล็ดล้วนก็ได้ ไม่ผิดเช่นกัน เพราะไม่มีหลักฐานยืนยันโดยตรง)
❔ เอาล่ะ มาดูที่คำถามที่สำคัญที่สุดกันดีกว่า แล้วถ้าอย่างนั้น เราจะสามารถบอกได้ไหมว่าไดโนเสาร์ชนิดไหนมีขนหรือไม่มีขน?
คำตอบนั้น... เราต้องกลับไปดูหลักฐานของแต่ละชนิดครับ เพราะในการศึกษาสัตว์ดึกดำบรรพ์ นักบรรพชีวินวิทยาไม่ได้ดูเพียงแค่ตำแหน่งตามต้นไม้วิวัฒนาการ แต่ต้องใช้หลักฐานโดยตรงจากฟอสซิลด้วย โดยเฉพาะสิ่งที่เรียกว่ารอยประทับผิวหนัง (skin impressions) ซึ่งบางครั้งสามารถเก็บรายละเอียดของผิวหนังเอาไว้ได้อย่างน่าทึ่ง
🦕และตรงนี้เองที่ทำให้ “ซอโรพอด” แตกต่างออกไปจากไดโนเสาร์หลายกลุ่มที่มีขน เพราะเรามีหลักฐานของผิวหนังซอโรพอดโดยตรงจากหลายแหล่งและหลายชนิด 🦕
หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนคือซากที่ระบุเป็น cf. Diplodocus จาก Morrison Formation ซึ่งได้รับการศึกษาโดย Gallagher และคณะ ซากดังกล่าวมีการเก็บรักษารอยประทับของผิวหนังบริเวณด้านข้างลำตัวเอาไว้ รวมถึงตัวผิวหนังจริงๆที่ถูกแร่ธาตุแทนที่แล้วด้วย ซึ่งผิวหนังประกอบด้วยเกล็ดขนาดเล็กจำนวนมาก ไม่ใช่ชั้นของเส้นขนหนา ๆ ที่ปกคลุมร่างกาย และ Diplodocus ก็ไม่ใช่กรณีเดียว เรายังมีการค้นพบ skin impressions ของซอโรพอดจากแหล่งอื่นๆอีกหลายแห่ง ซึ่งช่วยให้เราทราบว่าผิวหนังแบบเกล็ดเป็นองค์ประกอบสำคัญของร่างกายซอโรพอด อย่างน้อยในบริเวณและชนิดที่เรามีหลักฐานโดยตรงดังนั้น เมื่อเราเห็นภาพซอโรพอดที่มีขนฟูยาวปุกปุยเต็มตัวเหมือนช้างแมมมอธในภาพยนตร์นี้จึงไม่ถูกต้องตามหลักบรรพชีวินวิทยา ณ ขณะนี้มากนัก กระนั้น นี่ก็ไม่ได้แปลว่าเราจะสามารถฟันธงแบบเด็ดขาดได้ว่า “ซอโรพอดไม่มีขนเลยแม้แต่เส้นเดียว” เพราะวิวัฒนาการของธรรมชาติซับซ้อนกว่านั้นครับ การที่เรายังไม่พบขนในฟอสซิลซอโรพอดอาจไม่ได้แปลว่ามันไม่มีอยู่จริงเสมอไป เนื่องด้วยเส้นขนเป็นโครงสร้างที่บอบบางและสลายตัวง่ายมากในกระบวนการกลายเป็นฟอสซิล นอกจากนี้ ในไดโนเสาร์อย่าง Kulindadromeus ก็ทำให้เราได้เห็นแล้วว่าเกล็ดกับขนสามารถเกิดอยู่ร่วมกันในร่างกายตัวเดียวกันได้เช่นกัน
ถ้าจะลองเปรียบเทียบให้เห็นภาพกับสัตว์ยุคปัจจุบัน "ช้าง" คือตัวอย่างที่ดีมากครับ ช้างมีขนกระจายอยู่ตามลำตัว แต่มันไม่ได้หนาแน่นจนทำให้เรามองเห็นมันเป็นสัตว์ขนฟู ในทางทฤษฎี เราจึงยังพอมีพื้นที่ให้ตั้งสมมติฐานเชิงคาดเดา (speculative) ได้ว่า ซอโรพอดบางชนิดอาจมีเส้นใยหรือขนเส้นบางๆ แซมอยู่ตามร่างกายบางส่วน ยิ่งไปกว่านั้น เรายังมีการค้นพบซอโรพอดที่อาศัยอยู่ในเขตใกล้ขั้วโลกเหนือ อย่าง Volgatitan จากรัสเซีย หรือซอโรพอดจากทวีปแอนตาร์กติกา (ขั้วโลกใต้) ทำให้ข้อสันนิษฐานที่ว่าซอโรพอดบางชนิดอาจมีขนปกคลุมร่างกายเพื่อรับมือกับความหนาวเย็น ก็ยังไม่ได้ถึงกับถูกปัดตกจนเป็นไปไม่ได้เสียทีเดียว เพียงแต่การคาดเดานี้ยังคงต้องรอหลักฐานทางฟอสซิลโดยตรงมาพิสูจน์ในอนาคต เพราะในทางชีววิทยาเบื้องต้น การมีขนหนานุ่มฟูทับซ้อนกันทั่วทั้งตัวจะส่งผลเสียต่อสัตว์ขนาดมหึมาอย่างซอโรพอด โดยทำให้ร่างกายเสี่ยงต่อภาวะความร้อนสะสมจนระบายไม่ทัน (Overheat) นั่นเอง ดังนั้น หากพวกมันจะมีขนจริง รูปแบบขนเส้นบางๆ กระจัดกระจายคล้ายช้าง จึงเป็นกรอบความเป็นไปได้ที่ดูสมเหตุสมผลที่สุด ตามหลักฐานองค์ความรู้ ณ ปัจจุบันนี้ครับ (แต่อนาคตอาจเปลี่ยนได้เสมอ)
อีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจคือ ซอโรพอดอาจไม่ใช่ไดโนเสาร์เพียงกลุ่มเดียวที่มีหลักฐานผิวหนังแบบเกล็ด ในไดโนเสาร์กินพืชกลุ่ม Ornithopoda บางชนิด เช่น Edmontosaurus และ Maiasaura ก็มีหลักฐานของผิวหนังแบบเกล็ดเช่นกัน ขณะเดียวกัน Ornithischian ขนาดเล็กบางชนิดกลับมีขน อย่าง Tianyulong และ Kulindadromeus ดังนั้นเมื่อเรามองภาพรวมของไดโนเสาร์ เราจะเห็นว่าวิวัฒนาการของผิวหนังไม่ได้แบ่งออกเป็น “ไดโนเสาร์ขน” กับ “ไดโนเสาร์เกล็ด” แบบขาว-ดำ ชัดเจนขนาดนั้น บางชนิดอาจมีขนเต็มตัว บางชนิดอาจมีเกล็ด บางชนิดมีโครงสร้างคล้ายขนแต่ไม่เหมือนขนเสียทีเดียว และบางชนิดอาจมีทั้งสองอย่างในตัวเดียวกัน เพียงแต่อยู่คนละตำแหน่งของร่างกาย
ดังนั้น จากบทเรียนทั้งหมดจาก The End of Oak Street ผมเข้าใจว่ามันเป็นเพียงหนังเพื่อสร้างความบันเทิง และไม่ได้อิงความสมจริงมากขนาดนั้น แต่ก็เป็นโอกาสดีเช่นกันที่จะได้เรียนรู้เกี่ยวกับองค์ความรู้บรรพชีวินในปัจจุบันครับว่าทำไมนี่จึงเป็นเหตุผลว่าการสร้างภาพสัตว์ดึกดำบรรพ์จึงไม่ใช่แค่การเอาสัตว์เส้นขนเข้าไปเต็มตัวก็ถูกหลักแล้ว แต่จริงๆต้องพยายามรวบรวมหลักฐานหลายระดับ หลายแหล่ง และพิจารณาเป็น case by case ตั้งแต่ฟอสซิลของผิวหนังโดยตรง ญาติใกล้ชิด หลักฐานทางวิวัฒนาการ ไปจนถึงสภาพแวดล้อมและชีววิทยาของสัตว์นั้นๆครับ
สรุป
1. ถ้าถามว่า “ไดโนเสาร์มีขนไหม?” คำตอบคือ มีครับ
2. แต่ถ้าถามว่า “ไดโนเสาร์ทุกตัวมีขนไหม?” คำตอบคือ ไม่ใช่ครับ
3. และถ้าถามต่อว่า “ซอโรพอดมีขนฟูเต็มตัวเหมือนแมมมอธไหม?” จากหลักฐานที่เรามีในปัจจุบัน คำตอบก็คือ ยังไม่มีหลักฐานรองรับ และหลักฐาน skin impressions ที่เรามีในหลายกรณีชี้ว่าพวกมันมีผิวหนังเป็นเกล็ด
แต่ทั้งที่ทั้งนั้นในโลกของบรรพชีวินวิทยา เราไม่ได้รู้ทุกอย่าง และช่องว่างที่ยังไม่รู้ก็เป็นพื้นที่สำหรับการตั้งสมมติฐานได้เสมอ สรุปสุดท้าย “ไดโนเสาร์หลายชนิดมีขน แต่ไม่ใช่ทุกชนิดมีขน” เอวังงงงงงง
#ไดโนเสาร์ #บรรพชีวินวิทยา
ปล. ผมเลือกมาเฉพาะตัวที่ค่อนข้างเป็นประเด็น อย่าง Ankylosaurus กับ Stegosaurus ตัวเป็นเกราะ หลักฐานปัจจุบันก็ยังชี้ไปทางเกล็ดเหมือนเดิมครับ 😅
References:
Godefroit, P., Sinitsa, S. M., Dhouailly, D., Bolotsky, Y. L., Sizov, A. V., McNamara, M. E., ... & Spagna, P. (2014). A Jurassic ornithischian dinosaur from Siberia with both feathers and scales. Science, 345(6195), 451-455.
Cuesta, E., Ortega, F., & Sanz, J. L. (2018). Appendicular osteology of Concavenator corcovatus (Theropoda: Carcharodontosauridae) from the lower cretaceous of Spain. Journal of Vertebrate Paleontology, 38(4), 1-24.
Alexander, A., & Vladimir, E. (2018). The oldest titanosaurian sauropod of the Northern Hemisphere. Biological Communications, 63(3), 145-162.
Gallagher, T., Poole, J., & Schein, J. P. (2021). Evidence of integumentary scale diversity in the late Jurassic Sauropod Diplodocus sp. from the Mother’s Day Quarry, Montana. PeerJ, 9, e11202.
Olsen, P., Sha, J., Fang, Y., Chang, C., Whiteside, J. H., Kinney, S., ... & Vajda, V. (2022). Arctic ice and the ecological rise of the dinosaurs. Science Advances, 8(26), eabo6342.
Cincotta, A., Nicolaï, M., Campos, H. B. N., McNamara, M., D’Alba, L., Shawkey, M. D., ... & Godefroit, P. (2022). Pterosaur melanosomes support signalling functions for early feathers. Nature, 604(7907), 684-688.
Cau, A. (2024). A unified framework for predatory dinosaur macroevolution. Bollettino della Società Paleontologica Italiana, 63(1), 1-19.
Sereno, P. C., Saitta, E. T., Vidal, D., Myhrvold, N., Ciudad Real, M., Baumgart, S. L., ... & Derstler, K. (2025). Duck-billed dinosaur fleshy midline and hooves reveal terrestrial clay-template “mummification”. Science, 391(6780), eadw3536.
Barrett, P. M., Mannion, P. D., Beeston, S. L., Lamanna, M. C., Clark, B., Otero, A., ... & Evans, M. (2026). A titanosaurian sauropod dinosaur from the Upper Cretaceous of Antarctica. Acta Palaeontologica Polonica, 71(2), 349-362.