17/04/2026
ส่งกำลังใจให้คุณ Amulin นะคะ
ระหว่างนี้ก็ไปช่วยกัน support ผลงานของนักวาดกันค่ะ นอกจาก #อโยธยาเอยาวดี แล้ว ก็ยังมี #บุษบาเสี่ยงตรีน และอื่นๆ อีกนะคะ
ปล. 112 ไม่ผิด ผิดที่พวกปสด. ที่เอาไปอ้างใช้แบบผิดๆ
ซีรีส์หงสาวดีเป็นอีกกรณีที่สะท้อนให้เห็นว่าความขัดแย้งทางวัฒนธรรมและการตีความสามารถบานปลายได้เพียงใด จากประเด็นเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ ไปจนถึงการพยายามใช้มาตรา 112 เล่นงานผู้ประพันธ์เพียงเพราะไม่พอใจต่อปกหนังสือและเนื้อหาที่ตนไม่เห็นด้วย ซ้ำร้ายยังมีการเหยียดเพศอย่างรุนแรงจากบุคคลที่อยู่ในชุมชน LGBTQIA+ เอง ซึ่งเป็นจุดที่ผู้เขียนเห็นว่าจำเป็นต้องพูดถึงอย่างจริงจัง
ผู้เขียนเป็นอีกคนหนึ่งที่ชื่นชอบซีรีส์เรื่องนี้ และเคยกล่าวถึงผ่านเพจมาแล้วครั้งหนึ่ง
ในมุมของสาววาย ผู้เขียนยังยืนยันว่าซีรีส์เรื่องนี้นำเสนอความสัมพันธ์ในแบบ BL เพราะงานภาพยนตร์หรือซีรีส์ชายหญิงโดยทั่วไปไม่ได้สร้างเคมีในลักษณะนี้ ทั้งสายตา จังหวะบทพูด และวิธีสื่อสารระหว่างตัวละครล้วนชวนให้ตีความไปในทิศทางนั้น
สิ่งที่ผู้เขียนชื่นชอบมาก คือการนำเสนอความวายในระดับที่ไม่ยัดเยียด แต่ปล่อยให้ความรู้สึกฟุ้งอยู่ในเคมีของตัวละครทั้งสอง จนคนที่ไม่ได้โฟกัสประเด็นนี้อาจมองข้ามไปได้ด้วยซ้ำ วิธีเล่าเช่นนี้ทำให้ซีรีส์มีเสน่ห์และเปิดพื้นที่ให้ผู้ชมตีความได้เอง
ต่อมา ผู้เขียนเคยเข้าใจว่าซีรีส์ได้รับแรงบันดาลใจจากนิยายเรื่อง “อโยธยาเอยาวดี” ซึ่งเป็นนิยายวาย จึงยิ่งรู้สึกสนใจมากขึ้น เพราะชื่นชมวิธีที่ผู้ประพันธ์เลือกนำบุคคลในประวัติศาสตร์มานำเสนอผ่านมุมมองชายรักชาย อันเป็นมุมมองที่แปลกใหม่และน่าคิดต่อยอด
ในความเห็นของผู้เขียน การนำเสนอบุคคลในประวัติศาสตร์ผ่านกรอบความสัมพันธ์แบบชายหญิงก็ล้วนเป็นการตีความเช่นกัน ไม่ได้มีสถานะเป็นความจริงที่บริสุทธิ์กว่าการตีความในมิติอื่นเพียงเพราะถูกเล่าซ้ำมาก่อน การเขียนประวัติศาสตร์ก่อน ไม่ได้แปลว่าถูกต้องกว่าเสมอไป
อย่างไรก็ตาม เมื่อทราบว่าซีรีส์มีประเด็นเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ ผู้เขียนจึงตัดสินใจยุติการติดตาม และจะไม่กล่าวถึงผลงานนี้อีกในทุกมิติ เพราะไม่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของการมอบพื้นที่หรือแสงให้กับผลงานที่อาจตั้งอยู่บนการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของผู้อื่น
แต่เหตุที่ต้องเขียนโพสต์นี้ เป็นเพราะมีบุคคลหนึ่ง กำลังใช้มาตรา 112 เข้าแจ้งความต่อผู้ประพันธ์นิยาย อโยธยาเอยาวดี พร้อมทั้งใช้ถ้อยคำเหยียดเพศอย่างรุนแรง การกระทำเช่นนี้เป็นสิ่งที่ผู้เขียนรับไม่ได้ และเห็นว่าควรถูกวิพากษ์วิจารณ์และประณามอย่างตรงไปตรงมา
ผู้เข้าแจ้งความรายดังกล่าวอ้างเหตุผลเรื่องความรักชาติเป็นหลัก แต่ในเวลาเดียวกันกลับใช้ถ้อยคำที่ตีตราชายรักชายว่าเป็นคนวิปริตผิดเพศ และด่าทอผู้เห็นต่างว่าโง่เขลา การกระทำเช่นนี้ไม่ได้สะท้อนการปกป้องหลักการใด หากสะท้อนอคติ ความเกลียดชัง และความพยายามใช้อำนาจทางกฎหมายเป็นเครื่องมือเล่นงานผู้อื่นมากกว่า
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีความพยายามยัดความคิดของตนเองลงไปแทนบุคคลทางประวัติศาสตร์ ราวกับสามารถยืนยันได้อย่างเด็ดขาดว่าบุคคลเหล่านั้นจะต้องคิด ต้องรู้สึก หรือจะต้องมีทัศนะเช่นเดียวกับตน วิธีคิดลักษณะนี้ไม่ได้ต่างจากการกล่าวหาผู้อื่นว่าตีความเกินจริง ทั้งที่ตนเองก็กำลังทำสิ่งเดียวกันอยู่
ในประเด็นทางกฎหมาย ผู้เขียนขอโต้แย้งไว้เป็นข้อ ๆ ดังนี้
1.เคยมีการแจ้งความในลักษณะหมิ่นพระนเรศวรมาแล้ว และเป็นการวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา (คดีของส.ศิวรักษ์) แต่คดีก็ไม่ไปถึงที่สุดในทางที่ผู้กล่าวหาต้องการ โดยมีการยุติเรื่องตั้งแต่ชั้นอัยการ
2.ตัวบทของมาตรา 112 เขียนขึ้นเพื่อคุ้มครองบุคคลเพียง 4 ตำแหน่ง ได้แก่ กษัตริย์ ราชินี องค์รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
3.แม้จะเคยมีคำพิพากษาฎีกาบางคดีที่ขยายการตีความไปถึงอดีตกษัตริย์ เช่นกรณีรัชกาลที่ 4 แต่แนววินิจฉัยดังกล่าวก็ถูกวิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นการตีความเกินขอบเขตของกฎหมาย
4.ในทางแนวโน้มของการพิจารณาคดีปัจจุบัน ก็ไม่ได้ตีความมาตรา 112 ให้ครอบคลุมไปถึงอดีตกษัตริย์อย่างกว้างขวางเช่นนั้นแล้ว
5.ด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนจึงเห็นว่าคดีลักษณะนี้แทบไม่มีน้ำหนักพอจะลงเอยในทางเอาผิดได้จริง แต่อย่างไรก็ดี ผู้ถูกแจ้งความยังคงต้องเผชิญภาระอย่างหนัก ทั้งการเดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหา การเข้าสู่กระบวนการสอบสวน และการต่อสู้คดีในชั้นพนักงานสอบสวน
6.นี่จึงไม่ใช่เพียงการเห็นต่างทางความคิด แต่เป็นการใช้กระบวนการอาญาเป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งให้ผู้อื่นต้องรับโทษจากการเข้าสู่กระบวนการเอง แม้ท้ายที่สุดคดีอาจไม่ไปไหนก็ตาม
7.หากผู้กระทำเป็นผู้ประกอบวิชาชีพที่มีจรรยาบรรณกำกับ เช่นวิชาชีพแพทย์ การใช้วาทะเหยียดเพศอย่างรุนแรงควบคู่กับการดำเนินการในลักษณะคุกคามเช่นนี้ ย่อมเป็นประเด็นที่สังคมมีสิทธิในการตั้งคำถามทั้งในเชิงจริยธรรมวิชาชีพและในเชิงกฎหมาย
ผู้เขียนขอยืนยันจุดยืนอย่างชัดเจนว่า ไม่มีผู้ใดควรถูกกลั่นแกล้งด้วยมาตรา 112 เพียงเพราะมีความเห็นแตกต่าง โดยเฉพาะเมื่อความเห็นนั้นอยู่ในพื้นที่ของงานวิชาการ งานเขียน งานประพันธ์ และการตีความทางประวัติศาสตร์ ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วต้องเปิดให้มีการถกเถียง วิพากษ์ และมองจากหลากหลายมุม
การไม่เห็นด้วยกับงานเขียนเรื่องหนึ่ง ไม่ใช่ใบอนุญาตให้ใครใช้กฎหมายอาญาเป็นอาวุธ และยิ่งไม่ใช่ข้ออ้างให้ใช้ถ้อยคำเหยียดเพศอย่างหยาบคายต่อผู้อื่น
สังคมที่ยังยอมให้คนบางกลุ่มเอาความเกลียดชังส่วนตัวมาห่อด้วยคำว่ารักชาติ แล้วส่งต่อเป็นการคุกคามทางกฎหมาย สังคมนั้นไม่ได้กำลังปกป้องอะไรเลย นอกจากอคติของตัวเอง
ผู้เขียนเป็นกำลังใจให้ผู้ประพันธ์ ”อโยธยาเอยาวดี“ ผ่านพ้นเรื่องราวนี้ให้ได้นะคะ 🩶