Trend of Lights Beautiful lamps โคมไฟตั้งโต๊ะ โคมไฟตั้งพื้น โ?

ช็อตแต่ไม่ช็อก! ไขปริศนาไฟฟ้าสถิต ไฉนถูกช็อตในห้างบ่อย-อันตรายไหม?วันอาทิตย์คงเป็นวันที่หลายคนออกไปเที่ยวเล่นหรือจับจ่าย...
13/01/2016

ช็อตแต่ไม่ช็อก! ไขปริศนาไฟฟ้าสถิต ไฉนถูกช็อตในห้างบ่อย-อันตรายไหม?

วันอาทิตย์คงเป็นวันที่หลายคนออกไปเที่ยวเล่นหรือจับจ่ายซื้อของในห้างสรรพสินค้า แต่เคยหรือไม่ที่ต้องประสบกับอาการสะดุ้งคล้ายถูกกระแสไฟฟ้าดูดหรือช็อตเบาๆ จากการจับต้องสิ่งต่างๆ เช่น จับรถเข็นสินค้าในห้างสรรพสินค้า หรือการสัมผัสแตะต้องคนข้างกาย แฟนๆ ไทยรัฐที่ยังค้างคาใจว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพราะอะไร และจะก่อให้เกิดอันตรายมากแค่ไหน? วันนี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ จะขอพาไปหาคำตอบในทุกข้อสงสัย...

ตกใจไม่ถึงตาย ไฟฟ้าสถิตปลอดภัยกว่าที่คิด
ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ได้ต่อสายตรงไปยัง รศ.ธีรวัฒน์ ประกอบผล อาจารย์จากคณะวิทยาศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เพื่อสอบถามถึงความอันตรายของไฟฟ้าสถิตจากข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ และได้รับคำตอบว่า การช็อตของไฟฟ้าสถิตไม่อันตรายถึงชีวิต และทำได้เพียงสร้างความตกใจเท่านั้น

ไฟฟ้าสถิตเกิดขึ้นได้เพราะวัตถุทุกชนิดมีประจุไฟฟ้าทั้งประจุบวกและประจุลบ เมื่อเกิดการเสียดสี การขัดถู หรือการสัมผัสจะทำให้ประจุหลุดหายไป เมื่อนำมือไปจับก็รู้สึกเหมือนถูกไฟดูดเพราะมีการเคลื่อนที่ของประจุไฟฟ้าจากสิ่งของเข้าหาร่างกาย ทำให้รู้สึกกระตุกเหมือนโดนไฟฟ้าช็อต

“การถูกไฟฟ้าสถิตช็อตไม่อันตราย อาจจะเจ็บบ้างเล็กน้อย แต่ก็เจ็บไม่นาน เพราะประจุไฟฟ้าอาจจะมีแรงดันสูง แต่มีปริมาณกระแสไฟฟ้าต่ำ ทำให้ตกใจได้เพียงเท่านั้น ปกติแล้วการโดนไฟฟ้าช็อตบริเวณราวนมหรือหัวใจจะเป็นอันตรายถึงตายได้ หากกระแสไฟฟ้าไหลเข้าสู่หัวใจ แต่การถูกไฟฟ้าสถิตช็อต ถ้ากระแสไฟฟ้ามากพอก็เป็นอันตราย แต่โดยส่วนมากแล้วไฟฟ้าสถิตที่เราเจอในชีวิตประจำวันไม่ได้มีปริมาณกระแสไฟฟ้ามากขนาดนั้น” อาจารย์ฟิสิกส์กล่าว

ไฟฟ้าสถิตย์ จับเป็นโดน สปาร์ค

แยกให้ชัด แรงดันไฟฟ้า-กระแสไฟฟ้า แค่ไหนเรียกอันตราย?
รศ.ธีรวัฒน์ ให้ความรู้เพิ่มเติมว่า การถูกไฟฟ้าช็อตจะอันตรายหรือไม่ขึ้นอยู่กับความมากน้อยของแรงดันไฟฟ้า และกระแสไฟฟ้า หากสามารถระบุค่าของสองปัจจัยนี้ได้ก็จะสามารถบอกได้ว่ารุนแรงหรือเป็นอันตรายแค่ไหน ทั้งนี้ ไม่ได้แปลว่าแรงดันไฟฟ้าสูงจะเป็นอันตรายแก่ชีวิตเสมอไป เพราะต้องขึ้นอยู่กับกระแสไฟฟ้าด้วย

“เปรียบเทียบง่ายๆ ว่า แรงดันไฟฟ้าเป็นระดับน้ำ ส่วนกระแสไฟฟ้าเป็นปริมาณของน้ำ น้ำที่อยู่สูงมากๆ คือมีแรงดันไฟฟ้าสูง แต่หากปริมาณน้ำเพียงเล็กน้อยก็เหมือนน้ำในหลอด หรือแก้วเล็กๆ แต่อยู่สูงมาก ถ้าร่วงลงมาใส่เรา เราก็อาจจะตกใจนิดหน่อย แต่ก็ไม่เป็นอันตรายอะไร แต่ถ้าระดับน้ำอยู่สูงในระดับหนึ่งแล้วมีปริมาณมาก ทำให้น้ำไหลมาต่อเนื่องก็ก่อให้เกิดอันตรายได้เหมือนกัน ยกตัวอย่าง เครื่องช็อตไฟฟ้าที่ใช้ป้องกันตัวมีแรงดันไฟฟ้าเป็น 1,000 โวลต์ แต่กระแสที่มาจากแบตเตอรี่มีเพียงเล็กน้อย เมื่อถูกช็อตจึงทำให้รู้สึกแค่ตกใจ แต่หากเป็นกรณีไฟบ้าน 220 โวลต์ก็สามารถทำให้ตายได้ เพราะมีกระแสไฟฟ้าไหลมาเรื่อยๆ” อาจารย์ธีรวัฒน์อธิบายให้เข้าใจง่ายขึ้น

ทั้งนี้ การช็อตจากไฟฟ้าสถิตไม่สามารถทำอันตรายได้ เป็นเพราะว่าไฟฟ้าสถิตไม่มีแหล่งกำเนิดไฟฟ้า ถึงจะมีแรงดันไฟฟ้าสูง แต่กลับมีปริมาณน้อยมาก ไฟฟ้าสถิตที่อันตรายจริงๆ มีเพียงฟ้าผ่าเท่านั้น เนื่องจากบนก้อนเมฆมีแรงดันไฟฟ้าสูงอีกทั้งยังมีปริมาณกระแสไฟฟ้าเยอะ หากถูกฟ้าผ่าจะทำให้ทั้งร่างกายไหม้เกรียมจากความร้อนและหัวใจทำงานผิดปกติ เพราะว่ากระแสไฟฟ้าแล่นเข้าสู่ร่างกาย

เลี่ยงไม่ได้ไฟฟ้าสถิต รักษาความชื้น ถ้าไม่อยากเจอช็อต!

รศ.ธีรวัฒน์กล่าวว่า ไม่สามารถระบุได้ว่าไฟฟ้าสถิตที่เราเจอในสถานการณ์ใดๆ จะมีแรงดันไฟฟ้าและกระแสไฟฟ้าเท่าใด เพราะว่าการช็อตของไฟฟ้าสถิตจะเกิดขึ้นเพียงระยะเวลาสั้นๆ นอกจากนี้ไฟฟ้าสถิตยังสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ทั้งโลหะ ฉนวนไฟฟ้า หรือแม้กระทั่งกับคนทั่วไป เนื่องจากกิจกรรมที่ทำในชีวิตประจำวัน ทำให้ประจุไฟฟ้าในตัวเราเกิดการถ่ายเท และเสียประจุ หากมีคนอื่นมาจับตัว เขาก็อาจรู้สึกเหมือนมีไฟช็อตจากตัวเรา

กรณีของลูกบิดหรือรถเข็นในห้างสรรพสินค้ามีไฟฟ้าสถิตเพราะเป็นโลหะ มีประจุไฟฟ้าค้างอยู่ แต่ว่าประจุไฟฟ้ามันมีอยู่นิดเดียว ซึ่งหลังจากการช็อต ประจุจะเกิดความสมดุล ทำให้ไม่เกิดการช็อตซ้ำอีกในเวลาใกล้ๆ กัน

“ที่รู้สึกว่าไฟฟ้าสถิตมักจะเกิดในห้างสรรพสินค้าบ่อยกว่าที่อื่น เป็นเพราะว่าในห้างสรรพสินค้ามีคนเยอะ การเสียดสี ประจุไฟฟ้ามันก็ถูกถ่ายเทไป แต่ไฟฟ้าสถิตไม่ได้เกิดเฉพาะแค่ในห้างเท่านั้น จริงๆ แล้วในบ้านก็มีเหมือนกัน เพียงแต่เราอาจจะไม่ได้สังเกต” รศ.ธีรวัฒน์กล่าว

ทั้งนี้ ไฟฟ้าสถิตจะเกิดขึ้นมากในวันที่อากาศแห้ง แต่ถ้าวันไหนอากาศชื้นประจุไฟฟ้าก็จะเคลื่อนที่ไม่ได้ ประจุไฟฟ้าก็เกิดความสมดุล โอกาสการเกิดไฟฟ้าสถิตก็น้อยลง

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ได้สอบถามถึงการป้องกันการเกิดไฟฟ้าสถิตในชีวิตประจำวัน และได้คำตอบว่า การป้องกันไฟฟ้าสถิตสามารถทำได้โดยการรักษาร่างกายให้มีความชื้นสม่ำเสมอ ไม่ปล่อยให้ผิวแห้ง ด้วยการทาโลชั่น

“ส่วนเส้นผมที่ชี้ฟูในวันที่อากาศแห้งก็เป็นเพราะไฟฟ้าสถิตเช่นเดียวกัน เพราะว่าประจุไฟฟ้าอยู่ที่ผม ทำให้เกิดการผลักกันเอง ถ้าไม่อยากให้ผมฟูก็ต้องทำให้ผมชุ่มชื้น โดยการใส่ครีมนวดผมหลังการสระผม” อาจารย์ธีรวัฒน์ให้คำแนะนำ

อ้างอิง
http://www.thairath.co.th/content/506186

เมื่อเวลาเปลี่ยน อะไรก็ง่ายขึ้น ไม่ต้องมี Dimmer ให้วุ้นวาย ไม่ต้องปรับปรุงอะไร แค่เปลี่ยนหลอดก็ใช้งานได้เลย 4 รูปแบบในห...
07/01/2016

เมื่อเวลาเปลี่ยน อะไรก็ง่ายขึ้น ไม่ต้องมี Dimmer ให้วุ้นวาย ไม่ต้องปรับปรุงอะไร แค่เปลี่ยนหลอดก็ใช้งานได้เลย 4 รูปแบบในหลอดเดียว แค่ปิดเปิดสวิชส์เท่านั้น

Thaitron 4 in 1 Mood Bulb is the bulb that use only the normal toggle switch to change the light colors (warm white, cool white, neutral white and dim night ...

ทำไมต้องหลอด LED?     จากกระแสตื่นตัวด้านการประหยัดพลังงานที่เกิดขึ้นทั่วโลก  ทำให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมเพื่อก่อให้เกิดกา...
06/01/2016

ทำไมต้องหลอด LED?

จากกระแสตื่นตัวด้านการประหยัดพลังงานที่เกิดขึ้นทั่วโลก ทำให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมเพื่อก่อให้เกิดการประหยัดพลังในด้านต่างๆ อย่างมากมาย หลอด LED เป็นอีกหนึ่งในอุปกรณ์ประหยัดพลังงานที่กำลังได้รับความสนใจในปัจจุบัน แต่จริงๆ แล้วมีการเริ่มต้นใช้ในเชิงพาณิชย์มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1962 และได้รับความสนใจเพิ่มสูงขึ้นในปี ค.ศ. 1996 หลังจากมีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องจนสามารถนำมาใช้ทดแทนหลอดไฟประเภทต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีการสูญเสียการใช้พลังงานที่น้อยกว่า สำหรับในประเทศไทยมีการใช้หลอดไฟหลายประเภท บางชนิดก็ใช้กันมาหลายสิบปี โดยสามารถแบ่งเป็น 4 กลุ่มใหญ่ๆ คือ

1.หลอด Incandescent หรือที่เรียกกันว่า หลอดไส้

- หลอดไฟชนิดนี้ ใช้กันมายาวนานกว่า 90 ปีแล้ว ภายในหลอดเป็น ไส้ที่ทำจากทังสเตน ให้ความร้อนสูงมากระหว่าง 100 - 400 องศาเซลเซียส แต่ประสิทธิภาพในการส่องสว่างต่ำ เพียง 10-15 lm/W เมื่อมีความร้อนสูงมากระหว่างการส่องสว่างจึงเท่ากับว่ามีการสูญเสียพลังงานมากด้วยเช่นกัน ระยะการใช้งานประมาณ 750 ชั่วโมง

- หลอดฮาโลเจน เป็นหลอดไส้ชนิดหนึ่ง ที่ไส้หลอดทาด้วยทังสเตน แต่บรรจุสารตระกูลฮาโลเจน เพื่อป้องกันการระเหิดตัวของไส้หลอด มีประสิทธิภาพดีกว่าหลอดไส้ปกติ 2-3 เท่า หรือประมาณ 1500 – 3000 ชั่วโมง หลอดประเภทนี้ใช้กับงานส่องเน้น เช่น อุปกรณ์ทางการแพทย์บางชนิด เครื่องฉายสไลด์ เป็นต้น

2.หลอดฟลูออเรสเซนต์ (Fluorescent) หรือที่เรียกกันว่า หลอดนิออน
- หลอดฟลูออเรสเซนต์ เริ่มกันใช้ตั้งแต่ ปี 1940 จนถึงปัจจุบัน อายุเฉลี่ยการใช้งานอยู่ที่ 2 ปี มีหลายขนาดโดยหลอดดังกล่าวประกอบไปด้วย

2.1 ตัวหลอด ภายในสูบอากาศออกจนหมดแล้วบรรจุไอปรอทและก๊าซอาร์กอน เล็กน้อย ผิวด้านในฉาบด้วยสารเรืองแสงชนิดต่างๆ

2.2 ไส้หลอด ทำด้วยทังสเตนหรือวุลแฟรมอยู่ที่ปลายทั้งสองข้าง เมื่อกระแสไฟฟ้าผ่านไส้หลอดจะทำให้ไส้หลอดร้อนขึ้น ความร้อนที่เกิดขึ้นจะทำให้ไอปรอทที่บรรจุไว้ในหลอดกลายเป็นไอมากขึ้น

2.3 สตาร์ตเตอร์ ทำหน้าที่เป็นสวิตซ์ไฟฟ้าอัตโนมัติของวงจรโดยต่อขนานกับหลอด ภายในบรรจุก๊าซนีออนและแผ่นโลหะคู่ที่งอตัวได้ เมื่อได้รับความร้อนจนทำให้ไส้หลอดร้อนขึ้น ปรอทก็จะเป็นไอพอที่นำกระแสไฟฟ้าได้

2.4 บัลลัสต์ เป็นขดลวดที่พันอยู่บนแกนเหล็ก ขณะที่กระแสไฟฟ้าไหลผ่านจะเกิดการเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าทำให้เกิดแรงเคลื่อนไฟฟ้าเหนี่ยวนำขึ้น เมื่อแผ่นโลหะคู่ในสตาร์ตเตอร์แยกตัวออกจากกัน จะเกิดวงจรเปิดชั่วขณะ กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไอปรอทจากไส้หลอดข้างหนึ่งไปยังไส้หลอดอีกข้างหนึ่งได้ แต่ประสิทธิภาพการให้แสงสว่างของหลอดชนิดนี้อยู่ในระดับปานกลาง มีการสูญเสียพลังงานเพราะต้องใช้สตาร์ตเตอร์ และบัลลัสต์ ซึ่งใช้ไฟสูงถึง 10-12 W

3.หลอดเมทัลฮาไลด์ หลอดโซเดียม หลอดแสงจันทร์
- เริ่มมีการใช้ตั้งแต่ปี 1980 จนปัจจุบัน นิยมใช้ในการส่องสว่างตามท้องถนนและโรงงานอุตสาหกรรม หลอดไฟประเภทนี้ กินไฟมากอยู่ระหว่าง 400 - 500 W ขึ้นไป อุณหภูมิของหลอดร้อนมาก 100 - 400 องศา อายุการใช้งานเฉลี่ย 2-3 ปี

4.หลอด LED / แอลอีดี
- LED ย่อมาจาก Light Emitting Diode เป็นชิ้นส่วนอิเลคทรอนิคส์ชนิดหนึ่ง ซึ่งสามารถเปล่งแสงสว่างเมื่อให้กระแสไฟผ่านตัวมัน ไดโอดเปล่งแสงออกมาได้แบบมีคลื่นความถี่เดียวและเฟสต่อเนื่องกัน และเปล่งแสงได้เมื่อจ่ายกระแส ไฟฟ้าเข้าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หลอด LED มีจุดเด่นหลายอย่าง คือ ใช้พลังงานต่ำแต่ให้ประสิทธิภาพการส่องสว่างที่สูงมาก ไม่มีแสง UV ไม่กระพริบขณะเปล่งแสง การเปิด - ปิดหลอดไฟ LED สามารถเปิด-ปิดได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องเสียเวลารอนานเป็นหลอดไฟที่ประหยัดพลังงานมากกว่าหลอดไฟประเภทอื่นๆ ที่มีอยู่ในตลาดทั้งหมด และการประหยัดเงินค่าไฟฟ้าจากการใช้หลอดไฟ LED ตั้งแต่ 15-75% โดยเฉลี่ยแล้วมีอายุการใช้งาน สูงสุดถึง 50,000 ชั่วโมง หรือประมาณ 5 ปี ขึ้นไป

แม้ในปัจจุบันราคาของหลอดไฟ LED จะมีราคาสูงกว่าหลอดทั่วไป แต่ถ้าเปรียบเทียบเรื่องระยะเวลาการใช้งาน นับว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ซึ่งพอจะสรุปข้อดีของหลอดไฟชนิดนี้ได้ในด้านต่างๆ เช่น ความประหยัด เพราะใช้พลังงานน้อยมาก แต่ให้ประสิทธิภาพในการส่องสว่างสูง ด้านความสว่าง ที่สามารถส่องสว่างได้ทันทีโดยไม่ต้องกระพริบก่อน ทั้งยังไม่ปล่อยรังสี UV ด้านความคงทน โดยสามารถทำงานได้ยาวนานที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับหลอดชนิดอื่นๆ และด้านสิ่งแวดล้อม ถือได้ว่าหลอดชนิดนี้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพราะนอกจากความประหยัดด้านพลังงานและความคงทนที่สามารถใช้ได้อย่างยาวนาน ทำให้ปริมาณขยะจากหลอดไฟลดลงด้วย การรณรงค์ส่งเสริมให้เปลี่ยนมาใช้อุปกรณ์ประหยัดไฟประเภทต่างๆ ถือเป็นอีกวิธีการหนึ่งเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน แค่เปลี่ยนมาใช้หลอด LED ก็ช่วยลดการใช้พลังงานได้แล้ว

อ้างอิง
http://www.pea-encom.com/index.php?mo=3&art=42142192

วันนี้มีโอกาสไปเดินเล่นที่ Index Livingmall เลยแอบถ่ายมานิดหนึง  Index นี่มีจุดเด่นเฟอร์นิเจอร์มีให้เลือกเยอะดี
18/02/2014

วันนี้มีโอกาสไปเดินเล่นที่ Index Livingmall เลยแอบถ่ายมานิดหนึง Index นี่มีจุดเด่นเฟอร์นิเจอร์มีให้เลือกเยอะดี

ถาม : ถ้าคุณไปผับแล้วปิดไฟมูดเปิดเพลงดังๆ กับ คุณปิดเพลงเงียบแล้วเปิดไฟสวยงามมากมาย คุณจะมีความสุขกับช่วงเวลาไหนมากกว่าผ...
13/02/2014

ถาม : ถ้าคุณไปผับแล้วปิดไฟมูดเปิดเพลงดังๆ กับ คุณปิดเพลงเงียบแล้วเปิดไฟสวยงามมากมาย คุณจะมีความสุขกับช่วงเวลาไหนมากกว่า

ผมตอบ : มีแสงสีสวยงามก็ทำให้เราเพลิดเพลินและผ่อนคลาย ถ้าแค่ฟังเพลงคงไม่สนุกมากนัก แสงสีที่พอดีและลงตัวสวยงาม จะทำให้เราผ่อนคลายได้ อยู่บ้านก็เหมือนกับการพักผ่อนจริงๆ

นี่จึงเป็นที่มาของ " Trend of Lights "

ผมเอารูปมาแนะนำตัวก่อนนิดหนึงครับ ขอขอบคุณ Mega Bangna.

ที่อยู่

Bangkok
12130

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Trend of Lightsผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์