D man shop ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก D man shop, 256 ถนนสามวา แขวงบางชัน เขตคลองสามวา, Bangkok.

28/01/2017

🍒🍒เพราะดวงตา คือหน้าต่างในการหาเงิน🍒🍒 ถ้าไม่มี หรือใช้การไม่ได้เหมือนเดิมละแย่เลย..😲😲 หากคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังประสบปัญหา "เกี่ยวกับดวงตา" ... ดีคอนแทค dcontact ช่วยได้มาก ๆๆๆๆๆ อยากแชร์ให้ทุกคนเริ่มก้าวแรกกันค่ะ อย่ามัวรอวันโน้น วันนี้ ... ดวงตาสำคัญมากต่อการดำรงชีวิตนะค่ะ 🌼🌻🌼🌻🌼🌻🌼🌻🌼🌻🌼🌻🌼🌻 👉👉มีปัญหาด...

❎อันตรายจากโรคกระดูกพรุน 💁เปรียบเสมือนตัวอิจฉาในละคร ที่เรียบร้อย👼เป็นคนดีในตอนต้น แต่กลับร้าย👿กาจในตอนจบ ที่กล่าวเช่นนี...
28/01/2017

❎อันตรายจากโรคกระดูกพรุน 💁เปรียบเสมือนตัวอิจฉาในละคร ที่เรียบร้อย👼เป็นคนดีในตอนต้น แต่กลับร้าย👿กาจในตอนจบ ที่กล่าวเช่นนี้เป็นเพราะว่า ในช่วงที่กระดูกเริ่มบางนั้น ร่างกายจะไม่มีความผิดปกติใดๆ เกิดขึ้นเลย แต่หากละเลยไม่ดูแลกระดูก กระดูกจะมีความบางมากขึ้นจนเข้าขั้นที่เรียกว่า “โรคกระดูกพรุน” ซึ่งเกิดความผิดปกติต่อโครงสร้างของกระดูกสันหลัง ทำให้😵หลังโก่ง 😵ไหล่งุ้มกว่าปกติ 😵พุงยื่น 😵มีอาการปวดหลัง และ😵ส่วนสูงลดลง ส่ง ทำให้ส่งผลเสียต่อทั้งด้านสุขภาพ และบุคคลิกภาพของตัวผู้ป่วยเอง เราทุกคนจึงควรให้ความสำคัญ และใส่ใจต่อการดูแลกระดูกของตัวเรา และคนในครอบครัว

💪💪D-Boon (ดีบูน)💪💪
อาหารเสริมที่มียอดขายสูงสุดทั้งในยุโรปและอเมริกา ที่เสริมสร้างความแข็งแกร่งของกระดูกและข้อต่อ
ด้วยส่วนผสมที่ลงตัวเพื่อการซ่อมแซมเนื้อเยื่อกระดูกอ่อนรอบๆข้อต่อ เอ็นร้อยหวาย และเอ็นยึดข้อ

☆ส่วนประกอบที่สำคัญ☆
1.คอลลาเจนจากปลาทะเล (Hydrolyed Fish Collagen)
2.สารสกัดจากเปลือกสน (Pine bark extract ) MSM
3.วิตามิน ซี (Vitamin C)
4.สารสกัดจากขมิ้น (Turmeric Extract)
5.วิตามิน ดี 3 (Vitamin D 3)
6.แคลเซียม คาร์บอเนต (Calcium Carbonate )

>>เหมาะสำหรับ
~ โรคข้อเข่าเสื่อม
~ โรคกระดูกพรุน
~ โรคข้ออักเสบ,รูมาตอย,เก๊าท์
~ โรคหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อน, กระดูกทับเส้นประสาท
~ นิ้วล็อค โรคฮิตของคนทำงาน
~ กลุ่มนักกีฬา
~ ผู้ที่ต้องการเพิ่มความสูง
~ ช่วยเรื่องความเสื่อมของอวัยวะต่างๆในร่างกาย
~ ผู้ที่ปวดเมื่อยตามกระดูก ข้อเข่า สันหลัง ไหล่บ่า คอ
~ วัยหมดประจำเดือน ขาดแคลเซียม
~ อาชีพที่ต้องยืนนาน

🔮ขนาดบรรจุ : 30 แคปซูล
📚อย.10-1-06045-1-0038 รับรองฮาลาล

สินค้าพร้อมส่ง ของแท้
🎊สอบถาม, สั่งซื้อ, สนใจทักมาเลยจ๊ะ🎊

👉 คุณยงยุทธ
☎ 0865499019
☎ 0985021488
☎ไลน์ : ID 0865499019

🌟🌟โกเรจินส์-ดี KOREGINS-D 🌟🌟 ✳✳✳1 เม็ดตกถึงท้องรับรองเห็นผล ✳✳✳ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มียอดขายอันดับหนึ่ง และครองใจคนรักส...
17/01/2017

🌟🌟โกเรจินส์-ดี KOREGINS-D 🌟🌟
✳✳✳1 เม็ดตกถึงท้องรับรองเห็นผล ✳✳✳
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มียอดขายอันดับหนึ่ง
และครองใจคนรักสุขภาพมาอย่างต่อเนื่อง
ตลอดระยะเวลา 5 ปีเต็ม สารสกัดที่ดีที่สุดในโลกกว่า 9 อย่าง อยู่ในกล่องนี้แล้ว💯

🍄🌿🍄🌿🍄🌿🍄🌿🍄🌿🍄🌿🍄🌿
สรรพคุณและคุณประโยชน์ของ โกเรจินส์ -ดี
➡เสริมภูมิต้านทานของผู้ป่วยโรคไต
➡บำรุงและฟื้นฟูสมรรถภาพทางเพศ
➡ลดอาการอ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ไมเกรน
➡ลดปัญหาการเกิดโรคเสื่อมต่างๆ
➡ลดระดับน้ำตาลในเลือด
➡ควบคุมน้ำหนัก ช่วยในการเผาผลาญ
➡เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง
➡ลดคอเรสเตอรอล และไตรกลีเซอร์ไรด์
➡ส่งเสริมการเต้นของหัวใจให้สม่ำเสมอ
➡เพิ่มความยืดหยุ่นของผนังหลอดเลือด
➡ลดความเครียด ช่วยให้หลับสนิท
➡ช่วยรักษาตับและไต โรคภูมิแพ้ โรคผิวหนัง
➡ชะลอความแก่ ป้องกันโรคหัวใจ
➡แก้ปัญหาระบบทางเดินหายใจ
➡ช่วยขยายหลอดเลือด
➡ปรับความดันสูงหรือต่ำให้เป็นปกติ
➡ป้องกันเส้นเลือดฝอยในสมองแตก
➡ช่วยขับล้างสารพิษออกจากร่างกายลดอนุมูลอิสระ อันเป็นสาเหตุของมะเร็ง
➡เสริมภูมิต้านทาน เพิ่มเม็ดเลือดขาว
➡ช่วยให้ผิวขาว กระจ่างสดใส
➡เสริมสร้างการทำงานของคอลลาเจน
➡เสริมสร้างการทำงานของกลูต้าไธโอน
➡ลดการสร้างเมลานิน สาเหตุของฝ้า กระ

🌿🌿🌿ส่วนประกอบที่สำคัญ🌿🌿🌿
1.สารสกัดมาตรฐานโสม
(ที่จินซีโนซายด์เข้มข้น 5%)
2. สารสกัดจากเห็ดหลินจือ
3. สารสกัดจากตังถั่งเช่า(หญ้าหนอนเทวดา)
4. เบต้ากลูแคนจากยีสต์ 85%
5. สารสกัดจากเมล็ดองุ่น
6. สารสกัดจากเปลือกสนฝรั่งเศส
7. แอล-ซิสเตอีน
8. นมผึ้ง
9. แคลเซียม แอสคอเบต

สั่งซื้อผลิตภัณฑ์ของแท้
ล็อตใหม่ล่าสุดจากบริษัทโดยตรงทุกกล่อง

🎊สอบถาม, สั่งซื้อ, สนใจทักมาเลยครับ🎊
👉 คุณยงยุทธ
☎ 0865499019
☎ 0985021488
☎ไลน์ ID 0865499019

สุก ๆ ดิบ ๆ ต้องระวัง ตามใจปาก โรคหนอนพยาธิขึ้นสมองจะมาเยือน3062อ่าน248          อย่ามัวแต่ตามใจปากอยากแซ่บอาหารอร่อย ๆ ...
01/11/2016

สุก ๆ ดิบ ๆ ต้องระวัง ตามใจปาก โรคหนอนพยาธิขึ้นสมองจะมาเยือน
3062อ่าน

248

อย่ามัวแต่ตามใจปากอยากแซ่บอาหารอร่อย ๆ จนลืมนึกถึงสุขอนามัย กินอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ ต้องระวัง เจ้าพยาธิ จะมาทักทายแถมเสี่ยงเจอโรคหนอนพยาธิขึ้นสมองไม่รู้ตัว

เรื่องอาหารการกินเป็นเรื่องใกล้ตัวที่คนเรามักจะให้ความเอาใจใส่มากเป็นพิเศษ บางคนถึงกับเสาะหาทุกทั่วสารทิศเพื่อให้ได้อาหารที่ถูกใจ ถ้าเป็นอาหารปกติทั่วไปก็ไม่มีปัญหาเท่าไรหรอกค่ะ แต่บางคนนี้สิกลับชอบสรรหาอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ หรือไม่ก็อาหารดิบมารับประทานกัน โดยลืมนึกถึงเรื่องสุขอนามัยที่ได้เรียนรู้กันมาตั้งแต่เด็กว่าอาหารที่สุก ๆ ดิบ ๆ นั้นไม่ดีต่อร่างกาย เพราะอาจจะทำให้เกิดภาวะติดเชื้อที่อันตรายร้ายแรงจนทำให้ท้องเสีย หรืออาหารเป็นพิษ บางรายอาจจะรุนแรงถึงกับเสียชีวิตได้ และนอกจากเชื้อโรคที่ปะปนมากับอาหารที่ไม่สุกแล้ว ก็ยังมีเจ้าหนอนพยาธิชนิดต่าง ๆ ที่รอจะเข้าไปสร้างอาณาจักรในร่างกายของเราอีกด้วย

ทั้งนี้ถ้าหากเจ้าปรสิตเหล่านี้ขึ้นไปถึงสมองได้ จะยิ่งส่งผลร้ายแรงต่อสุขภาพของคนที่รับประทานเข้าไปเลย อย่างเช่นที่เคยมีข่าวว่าชายชาวญี่ปุ่นรับประทานปลาดิบเป็นประจำจนกระทั่งมีหนอนพยาธิชอนไชสมองและทำให้เสียชีวิต ได้ทราบแค่นี้ก็รู้สึกกลัวแล้วใช่ไหมล่ะ แต่ถ้าใครยังไม่เลิกรับประทานอาหารไม่สุกละก็ ลองไปทำความรู้จักกับ เจ้าหนอนพยาธิชนิดต่าง ๆ ที่มากับอาหารที่ไม่สุก และอาจจะฝังตัวขออาศัยกับร่างกายของคุณเพื่อบั่นทอนสุขภาพของคุณตามที่ นพ.พิรัตน์ โลกาพัฒนา ได้เล่าไว้ในนิตยสาร Happy+ กันดีกว่า รับรองได้เลยว่าถ้าทราบแล้วจะต้องไม่อยากอาหารไม่สุกอีกเลยแน่นอน

ขึ้นชื่อว่าพยาธิแล้วเชื่อว่าใคร ๆ หลายคนก็คงกลัวกันกับแขกไม่ได้รับเชิญที่เข้ามาอาศัยอยู่ในร่างกาย ยิ่งเป็นอวัยวะที่สำคัญอย่างสมองแล้ว ยิ่งนำกลัวเข้าไปใหญ่ และเนื่องจากในยุคสมัยนี้แนวทางการกินอาหารตามแบบธรรมชาติกำลังกลับมา หลายคนก็เริ่มหันกลับไปกินอาหารแบบพื้นบ้านหรืออาหารบางประเภทที่อาจจะไม่สุกจากการผ่านความร้อนที่เหมาะสม จึงทำให้เกิดความเสี่ยงในการเกิดโรคพวกนี้เพิ่มขึ้น

หนอนพยาธิที่ขึ้นสมองได้มีหลายชนิด แต่ชนิดที่พบได้บ่อยในประเทศไทยนั้นมี 3 ชนิดที่น่าจะทำความรู้จักกับมันไว้เพื่อการป้องกัน

พยาธิตัวจี๊ด

พยาธิตัวจี๊ด เป็นพยาธิตัวกลมที่พบในสัตว์กินเนื้อในตระกูลสุนัขและแมว โดยปกติในธรรมชาติ พยาธินี้จะอยู่ในทางเดินอาหารของสัตว์กลุ่มนี้ เมื่อวางไข่แล้ว ไข่จะลงไปในสิ่งแวดล้อมก่อนจะฟักตัวเข้าไปอยู่ในไรน้ำ เมื่อสัตว์อื่น ๆ กินเข้าไปก็ติดพยาธิในระยะติดต่อได้ โดยสัตว์ที่มีพยาธินี้ในระยะติดต่อมีหลากหลายชนิด เช่น ปลาน้ำจืดต่าง ๆ สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ (กบ คางคก) สัตว์ปีก สัตว์เลื้อยคลาน (ตะกวด งู) ซึ่งหากสุนัข หรือแมวมากินเนื้อสัตว์เหล่านี้ก็จะได้รับพยาธิเข้าไปเจริญเติบโตในทางเดินอาหารได้

สำหรับมนุษย์สามารถได้รับตัวอ่อนของพยาธิตัวจี๊ดผ่านการกินเนื้อสัตว์ดิบ ๆ ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่ทำจากเนื้อสัตว์ที่ดิบ เช่น ปลาร้า ปลาส้ม หรืออาหารที่ทำจากเนื้อสัตว์แต่ผ่านความร้อนไม่ดี

ในสัตว์พวกสุนัขและแมว เมื่อกินเนื้อที่ปนเปื้อนพยาธิก็จะไปอาศัยในกระเพาะอาหารและผสมพันธุ์ออกไข่ต่อไป แต่สำหรับมนุษย์ ไม่ใช่เป้าหมายจำเพาะของเจ้าพยาธิชนิดนี้ ดังนั้นพยาธิก็จะไชออกจากทางเดินอาหารไปเรื่อย ๆ โดยไม่โตเป็นตัวเต็มวัย ดังนั้นอาการของคนที่มีพยาธิตัวจี๊ดนี้ก็คือ ปฏิกิริยาของร่างกายที่มีต่อการไชของพยาธิ พยาธิไชไปทางไหนบริเวณนั้นก็จะบวมอักเสบขึ้น หากไชไปที่ผิวหนัง ผิวหนังตรงนั้นก็จะบวมนูนขึ้น หรือบางกรณีก็เป็นรอยทางเดิน และจะบวมอยู่เป็นสัปดาห์ และหากไชไปที่อวัยวะใดก็จะเกิดอาการของจุดนั้น เช่น ไปกระเพาะปัสสาวะก็มีปัสสาวะปนเลือด ไชทะลุปอด ก็เกิดไอเป็นเลือด หรือถ้าไชเข้าตาก็เกิดตาอักเสบหรือเส้นประสาทตาอักเสบได้

สำหรับระบบประสาทและสมองนั้นต่างกันไป คือ เมื่อพยาธิไชผ่านสมองหรือระบบประสาทส่วนกลาง ก็จะก่อให้เกิดอาการของเยื่อหุ้มสมองอักเสบหรือสมองอักเสบตามมา และเนื่องจากสมองเป็นส่วนที่ละเอียดอ่อนอันสำคัญที่ควบคุมร่างกายส่วนต่าง ๆ พอเกิดการอักเสบในบางตำแหน่งก็อาจจะก่อให้เกิดอาการทางระบบประสาทที่น่ากลัวตามมาคือ อาการอ่อนแรง ชาชัก หรือแม้แต่เสียชีวิต มีรายงานว่าบางครั้งเกิดอัมพาตที่ขาทั้งสองข้างเนื่องจากพยาธิไชเข้าไขสันหลังแล้วตัดส่วนที่บังคับการทำงานของขา

การรักษา หากพบว่าพยาธิไชโผล่มาที่ผิวหนังให้รีบฆ่าหรือคีบออกทันที เป็นวิธีเดียวที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ สำหรับการให้ยาฆ่าปรสิตก็ทำได้โดยมียาที่จะให้ติดต่อกันประมาณ 3 สัปดาห์ แต่ผลการรักษายังอยู่ที่ประมาณ 90%


พยาธิตัวตืดหมู

พยาธิชนิดนี้เป็นพยาธิตัวแบนที่ปกติแล้วจะอาศัยในทางเดินอาหารของมนุษย์ โดยเกิดจากการที่หมูกินไข่พยาธิเข้าไป แล้วพยาธิตัวอ่อนไปเป็นเม็ดสาคูฝังตัวอยู่ในเนื้อหมู จากนั้นเมื่อคนเอาเนื้อหมูไปทำอาหารแล้วผ่านความร้อนไม่มากพอหรือกินแบบดิบ ๆ ตัวอ่อนนั้นก็จะกลายไปเป็นพยาธิในลำไส้

แต่หากคนกินพยาธิเข้าไปในรูปของไข่ ไข่ก็จะไปพักที่กระเพาะแล้วพยาธิก็จะไชเข้าไปเป็นเม็ดสาคูในตัวคนแทน ตำแหน่งก็ไม่ได้ต่างจากเวลาเกิดในหมูคือ ไชไปได้ทุกที่ไปอยู่ตามกล้ามเนื้อของร่างกายไปอยู่ตามผิวหนัง ดวงตา ปอด หรือแม้แต่สมอง โดยมากแล้วอาการทางสมองที่เกิดจากเม็ดสาคูพยาธิตัวตืดหมูนี้ จะพบจากอาการชัก โดยผู้ป่วยจะมีอาการชักโดยไม่ทราบสาเหตุ แล้วเมื่อตรวจแกนสมองก็จะพบว่ามีลักษณะของเม็ดเล็ก ๆ กระจายอยู่ในเนื้อสมอง และมีปฏิกิริยาการอักเสบอยู่รอบ ๆ การรักษาก็ทำโดยการให้ยาต้านปรสิตชนิดพยาธิตัวแบน โดยระหว่างที่ให้อาจจะต้องระมัดระวังอาการทางสมองอันจะเกิดตามมาหลังจากพยาธิตาย

พยาธิหอยโข่ง

พยาธินี้เป็นพยาธิตัวกลมที่ตามปกติแล้ว จะอาศัยอยู่ในเส้นเลือดปอดของหนู และเมื่อหนูถ่ายอุจจาระออกมา ไข่พยาธิในนั้นก็จะลงไปในธรรมชาติก็จะกลายเป็นตัวอ่อนแล้วเข้าไปอยู่ในหอยน้ำจืด และเมื่อหนูกินหอยเข้าไปก็จะกลายไปเป็นพยาธิในหนูอีกครั้ง ซึ่งนอกจากหอยน้ำจืดแล้ว ตัวอ่อนของพยาธิชนิดนี้ก็ยังสามารถเข้าไปอยู่ในปูน้ำจืด กุ้งน้ำจืด และสัตว์เลื้อยคลานในกลุ่มตะกวดได้

หากคนรับประทานอาหารที่ทำจากหอย ปู กุ้งน้ำจืด หรือตะกวด (ในบางกรณีพบตามผักที่หอยคลานผ่าน) ในรูปแบบของอาหารที่ไม่สุก หรือผ่านความร้อนไม่มากพอ ก็มีโอกาสที่จะได้รับตัวอ่อนของพยาธิเข้าไปในร่างกาย โดยเมื่อพยาธิเข้าไปในร่างกายของคน ก็จะใช้เวลาประมาณ 1-4 สัปดาห์เดินทางไปอยู่ที่สมองแล้วทำให้เกิดอาการปวดหัวอย่างรุนแรงอันเกิดจากเยื่อหุ้มสมองและสมองอักเสบ เกิดอาการชัก อัมพาต หมดสติ เสียชีวิตได้ ซึ่งขึ้นกับจำนวนของพยาธิที่ได้รับเข้าไป การรักษาหลังจากเกิดอาการแล้วคือการรักษาแบบประคับประคอง ให้ยาที่มีฤทธิ์ลดการอักเสบเพื่อให้ปฏิกิริยาการอักเสบที่เกิดขึ้นในสมองนั้นลดลง

ถ้าสังเกตจะเห็นว่า ไม่ว่าจะเป็นพยาธิตัวใดขึ้นสมอง การรักษานั้นก็ใช่ว่าจะได้ผลดีแบบปลอดภัย 100% เพราะสมองเป็นอวัยวะที่บอบบางละเอียดอ่อน เมื่อเกิดการบาดเจ็บเสียหายแล้วก็ไม่ได้ฟื้นคืนมาเต็มที่ นอกจากนั้นการให้ยาฆ่าพยาธิเมื่อพยาธิเข้าไปในสมองแล้ว ก็ไม่ได้รักษาอาการได้ทั้งหมด เพราะว่าอาการผิดปกติที่เกิดขึ้น เกิดจากปฏิบัติของร่างกายที่มีต่อสิ่งแปลกปลอม ซึ่งแม้พยาธิตายแล้วก็ยังก่ออาการต่อไปได้ ดังนั้น ทางที่ดีที่สุดที่จะห่างไกลจากโรคหนอนพยาธิขึ้นสมองก็คือการป้องกัน โดยมีวิธีดังนี้

หลีกเลี่ยงการรับประทานเนื้อสัตว์ที่ปรุงแบบดิบ ๆ ไม่ผ่านความร้อน หรือผ่านความร้อนเพียงเล็กน้อย

หากจะรับประทานผักสด ควรล้างให้สะอาดในทุกส่วนของผักที่จะรับประทาน หรือหากไม่แน่ใจให้ปรุงสุกเสมอ

หากจะนำน้ำจากแหล่งธรรมชาติมาดื่ม ก็ควรต้มให้เดือดหรือผ่านกระบวนการที่จะฆ่าพยาธิก่อนทุกครั้ง

ได้ทราบกันแบบนี้แล้วก็ลด ละ เลิก บรรดาอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ กันจะดีกว่าเนอะ ถึงแม้จะแซ่บถูกปาก แต่ถ้าลำบากสุขภาพ แทนที่จะได้เสียแค่ค่าอาหารก็อาจจะต้องเสียค่ารักษาพยาบาล ค่ายา หรืออาจจะเสียชีวิต แบบนี้ไม่มีคุ้มกันแน่นอน

พบใน Google จาก health.kapook.com

ทำไมต้องใส่แว่นกันแดด...?     แว่นตากันแดดไม่ได้มีประโยชน์ด้านแฟชันอย่างเดียวเท่านั้น มันยังสามารถปัองกันการทำลายดวงตาอย...
26/10/2016

ทำไมต้องใส่แว่นกันแดด...?
แว่นตากันแดดไม่ได้มีประโยชน์ด้านแฟชันอย่างเดียวเท่านั้น มันยังสามารถปัองกันการทำลายดวงตาอย่างถาวร จากการเสื่อมสภาพของดวงตาทั้งโรคต้อกระจก ต้อเนื้อ และการทำลายจอประสาทตา

แสงทำความเสียหายต่อตาได้อย่างไร
แสงทั้งหมดเป็นพลังงานเมื่อตาซึมซับแสงจะเกิดกระบวนการความร้อนหรือปฏิกิริยาเคมีในตาเนื้อเยื่อ. ปฏิกิริยาเหล่านี้สามารถก่อให้เกิดความเสียหายอย่างถาวร แสงอาทิตย์ประกอบด้วยแสงหลายชนิดที่ทำความเสียหายต่อตาคือ :
ราคาของแว่นก็ไม่ได้เป็นตัวบอกความสามารถในการป้องกันรังสี UV เสมอไป แนะนำให้ซื้อแว่นตากันแดดควรจากบริษัทที่มีการรับรอง ว่าสามารถป้องกันได้ทั้งรังสี UV-A และ UV-B อีกประการหนึ่งคือแว่นที่มีตัวกระจกที่ใหญ่ ๆ จะช่วยป้องกันสายตาจากดวงอาทิตย์ได้ทั้งจากด้านบนและด้านข้าง ซึ่งควรมีขอบแว่นที่โค้งและมีการปิดตรงบริเวณขมับด้วยจะช่วยป้องกันด้านข้าง ของตาได้


วิธีเลือกแว่นกันแดด
แว่นกันแดดจะช่วยกรองแสงให้ดวงตารู้สึกสบายขึ้น และปกป้องดวงตาจากอันตรายของแสงแดดจ้าได้ การเลือกซื้อแว่นกันแดด จึงควรดูที่ฉลากที่กำกับแว่นว่าสามารถป้องกันรังสี UVA และ UVB ได้หรือไม่ เพราะรังสีอุลตร้าไวโอเล็ตทั้งสองชนิดนี้ต่างก็ทำลายนัยน์ตา UVB นั้นจะดูดซึมที่กระจกตา แต่ถ้ารับแสงจ้านานเกินควร อาจจะทะลุไปที่จอรับภาพได้ ส่วน UVA จะดูดซึมเข้าไปได้ลึกกว่า ดังนั้นการเลือกแว่นกันแดดคุณภาพดีจึงเปรียบเสมือนทาครีมกันแดดชั้นดี ให้แก่ดวงตา

องค์กรอาหารและยาสหรัฐอเมริกา กำหนดไว้ว่า แว่นกันแดดที่ได้มาตรฐานอย่างน้อยต้องสามารถป้องกัน UVA ได้ 95 เปอร์เซนต์ และ UVB 99 เปอร์เซ็นต์
หากต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีความสว่างมาก เช่น นักปีนเขาควรเลือกเลนส์ที่สามารถลดความเข้มแสงได้สูงถึง 97 เปอร์เซ็นต์
สำหรับการใช้งานทั่วๆไป เช่น การเดินเล่นตามชายหาดหรือขับรถ เลือกเลนส์ที่ตัดแสงได้ 70-90 เปอร์เซ็นต์ ก็นับว่าเพียงพอแล้ว

ชนิดของเลนส์กันแดด
แว่นตากันแดดทำด้วยเลนส์ชนิดแตกต่างกันเพื่อให้ตรงกับความต้องการที่แตกต่างกัน:
เลนส์ย้อมสีธรรมดา จะตัดแสงทุกสีในปริมาณเท่าๆกัน เหมาะกับใช้กลางแจ้งทั่วไป
เลนส์Polalized มีคุณสมบัติป้องกันแสงที่สะท้อนผ่านเลนส์ ไม่ทำให้สายตาพร่ามัว ทั้งยังช่วยตัดแสงที่เข้ามากระทบกับดวงตาได้ดีอีกด้วยเหมาะสำหรับการขับรถและกิจกรรมเล่นกีฬากลางแจ้งหรือในน้ำหรือทำงานกลางเปลวแดด ควรเลือกแว่นกันแดดชนิดโพลาลอยด์
เลนส์Photochromic เลนส์จะเปลี่ยนกับความเข้มของสี ตามปริมาณแสง เมื่ออยู่กลางแจ้งจะเและจางเมื่ออยู่ในที่ร่ม เหมาะสำหรับคนที่ทำงานทั้งที่ร่มและกลางแจ้ง ถ้าคุณขับรถกลางแจ้งด้วยให้เลือกเลนส์ที่มีสีเข้มหน่อย
รูปทรงของแว่นมีวิธีเลือกอย่างไร
แว่นกันแดดที่มีขนาดใหญ่ทรงโค้งมน จะปกปิดดวงตาได้ดี แว่นกันแดดที่มีขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียวแต่ไม่โค้งมนจะทำให้ดวงตาสัมผัสต่อแสงมากเป็น 3 เท่าของแว่นทรงโค้งมนเลยทีเดียว นอกจากนี้แว่นกันแดดทรงโค้งมนจะไม่ตกหล่นง่ายเวลาใส่อีกด้วย

สีของเลนส์มีวิธีเลือกอย่างไร
สำหรับสีของเลนส์นั้น สีเลนส์ที่ดีและเหมาะที่จะใช้คือสีเทา-ดำ และเขียว-ดำ
หากอยู่บริเวณชายหาด สีเลนส์ที่เหมาะจะใช้คือสีชา-น้ำตาล หรือเทา
ส่วนเลนส์สีเหลืองไม่เหมาะจะใส่เวลาขับรถ เพราะมันจะทำให้เห็นสีไฟจราจรไม่ชัดเจนระหว่างไฟแดง และไฟเขียวได้
ความพอดีของเลนส์กับกรอบแว่นดูอย่างไร
เมื่อเลือกแบบแว่นกันแดดได้แล้ว ก็ควรจะดูว่าขอบของเลนส์ฟิตพอดีกับแว่นหรือไม่ โดยการลองใส่แล้วเดินไป-มาขึ้น-ลงบันได ให้แน่ใจว่ามันจะไม่เลื่อนหลุดออกมาจากตัวแว่นจริง ๆ หรือจะใช้วิธีจับแว่นตาไว้ แล้วดูในแนวตั้งและแนวนอนว่าขอบเลนส์ออกมานอกกรอบแว่นหรือไม่ เวลามองเส้นตรงแล้วไม่มีการบิดเบี้ยว
ทุกคนควรป้องกันดวงตาโดยการสวมแว่นกันแดดทุกครั้งที่ออกแดด และควรเป็นแว่นกันแดดที่กันรังสีUVได้ด้วย โดยไม่ต้องคำนึงว่าควรทำเฉพาะผู้สูงอายุเท่านั้น เพราะรังสี UV มีอันตรายต่อดวงตามาก เด็ก ๆ ก็สามารถสวมแว่นตากันแดดได้

นอกจากนี้คุณยังสามารถช่วยปกป้องดวงตาโดยใส่หมวกกว้างเกราะเพื่อกันแสงแดดจ้าโดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูร้อน ช่วงเวลาเที่ยงที่แสงอาทิตย์แรงที่สุด

รังสีอัลตราไวโอเลตซึงตามองไม่เห็นและมักจะเรียกว่า "รังสี UV" รังสี UV มีสองประเภทUVA และ UVB
UVA จะถูกดุดซับที่เลนส์แก้วตา เป็นหลัก ถ้าไดัรับปรมาณมากๆ จะเกิดต้อกระจกได้
UVB จะถูกดุดซับที่กระจกตาและเยื่อบุลูกตา ถ้าไดัรับปรมาณมากๆจะเกิดต้อลม ต้อเนื้อ และต้อกระจกได้
แสงที่ตามองเห็น จะดูดซับที่จอประสาทตา หากมองเห็นแสงสว่างจ้ามากไปหรือหากคุณจ้องโดยตรงที่ดวงอาทิตย์ แม้ระยะสั้นๆอาจก่อให้เกิดการสูญเสียการมองเห็นถาวรได้
แสงสีน้ำเงิน พบมากในแสงที่สะท้อนจากผิวน้ำ นักวิทยาศาสตร์บางคนเชื่อว่าแสงสีน้ำเงินเพิ่มความเสื่อมของจอประสาทตาของคนที่อายุเกินหกสิบ
แว่นตากันแดดที่ราคาถูกช่วยประหยัดแต่ว่าจะสามารถป้องกันดวงตาจากรังสี UV ที่อันตรายได้มากน้อยแค่ไหนเมื่อเทียบกับแว่นราคาแพง

พบใน Google จาก creditonhand.com

เห็ดสามอย่าง ทานแล้วดี ทานถี่ ๆ ต้านมะเร็งเห็ดสามอย่าง ทานแล้วดี ทานถี่ๆ ต้านมะเร็ง เห็ด จะ เป็นเห็ดอะไรก็ได้ตั้งแต่สามอ...
16/10/2016

เห็ดสามอย่าง ทานแล้วดี ทานถี่ ๆ ต้านมะเร็ง

เห็ดสามอย่าง ทานแล้วดี ทานถี่ๆ ต้านมะเร็ง

เห็ด จะ เป็นเห็ดอะไรก็ได้ตั้งแต่สามอย่างขึ้นไป ถ้าได้ถึง 5 ชนิดได้ยิ่งดี จะเป็น เห็ดสดเห็ดแห้งก็ได้ตามใจ
แต่ต้องเป็นเห็ดที่ทานได้ เพราะในตัวเห็ดจะมีสาร โปรตีนแต่ละชนิดไม่มาก
แต่การที่เรานำเอาเห็ดมารวมกันนั้น สารเคมีในเห็ดแต่
ละตัวจะมารวมกันและเกิดปฏิกิริยาเปลี่ยนโปรตีนในเห็ดให้เป็นกรดอะมิโนที่มี คุณค่ามากในการต่อต้านและช่วยในการขจัดเซลล์มะเร็ง
ให้ลดจำนวนลงได้ สำหรับ ผู้ป่วยมะเร็งควรทานทุกวัน
จะทานในรูปน้ำต้มเห็ดหรือนำเห็ดมาปรุงอาหารแทน เนื้อสัตว์ก็ได้
ในประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีคนสูบบุหรี่มากเป็นอันดับ ต้นๆ ของโลกเลยทีเดียว แต่สถิติการเป็นมะเร็งปอดน้อยกว่าประเทศ อื่นๆ มาก
เพราะเค้าทานเห็ดกันมากนั่นเอง นอกจากนี้เรายังสามารถทานเห็ดร่วม กับใบมะรุมได้อีกด้วย
นื่องจากเห็ดนี้จะไปทำงานร่วมกับใบมะรุมได้เป็นอย่าง ดี

เห็ดสามอย่าง ทานแล้วดี ทานถี่ ๆ ต้านมะเร็ง

ประโยชน์จากเห็ดสามอย่าง :

เห็ด เป็นอาหารที่มีไขมันต่ำ และไม่มีคอเลสเตอรอล
มีแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์อย่างโปแตสเซียมซึ่งช่วยลดความดันโลหิต
และซีลีเนียมซึ่งเป็นตัวสารต้านมะเร็ง รวมทั้งยังมีวิตามินต่างๆ
และกรดอะมิโนต่างๆ ที่ร่างกายต้องการในปริมาณพอสมควร
กิน "เห็ดสามอย่าง" ก็จะยิ่งได้ประโยชน์ยิ่งกว่ากินเห็ดเพียงอย่างเดียว
เห็ดสามอย่างเมื่อรวมกันนั้นจะมีค่ากรดอะมิโนที่สามารถลดอัตราการเติบโตของ เซลล์มะเร็งได้
ทั้งยังช่วยล้างพิษที่สะสมในตับ
ทั้งจากอาหารและสารเคมี เช่น พิษจากสุรา สารตกค้างในเนื้อสัตว์
สารเคมีจากเครื่องสำอาง และพิษจากสารอนุมูลอิสระ
อกจากนั้นยังล้างไขมันในตับ ทำให้ตับเเข็งแรง สร้างเม็ดเลือดแดงได้ดี

การกินเห็ดสามอย่างที่ว่านี้ ก็คือเห็ดอะไรก็ตามที่กินได้
ไม่ว่าจะเป็นเห็ดฟาง เห็ดนางฟ้า เห็ดหูหนู เห็ดเข็มทอง ฯลฯ
และจะนำมาทำแกงเลียง แกงส้ม ต้มยำ ย่าง หรือทำอาหารประเภทใดก็ได้
โดยที่ไม่ต้องใช้น้ำมัน นอกจากนั้นยังต้มเป็นน้ำซุปเห็ดดื่มก็ได้ด้วย
โดยการนำเห็ดอะไรก็ได้ 3 อย่าง มาล้าง หั่นและนำไปต้มรวมกันในน้ำสะอาด
ใส่มะตูมแว่นที่ปิ้งจนหอมมาต้มรวมกัน ดื่มแทนน้ำซุปได้
ส่วนเนื้อเห็ดนำไปทำอาหารอื่นๆ ได้อีกด้วย

พบใน Google จาก thailovehealth.com

สมุนไพรทองพันชั่ง เป็นสมุนไพรที่นิยมนำมาใช้ในการรักษาโรคผิวหนัง กลากเกลื้อน เชื้อราบนผิวหนังเป็นหลัก ซึ่งส่วนที่นำมาใช้เ...
16/10/2016

สมุนไพรทองพันชั่ง เป็นสมุนไพรที่นิยมนำมาใช้ในการรักษาโรคผิวหนัง กลากเกลื้อน เชื้อราบนผิวหนังเป็นหลัก ซึ่งส่วนที่นำมาใช้เป็นยาสมุนไพรนั้นก็ได้แก่ ต้น ใบสด รากสดหรือแห้ง และทั้งส่วน 5 ของต้น (ต้น, ดอก, ใบ, ก้าน, ราก) และทองพันชั่งยังสามารถช่วยรักษาอาการอื่น ๆ และโรคต่าง ๆ ได้อีกมากมาย ไปดูกันเลยครับ

สรรพคุณของทองพันชั่ง
ทองพันชั่ง สมุนไพรที่ช่วยบำรุงธาตุ บำรุงร่างกาย และใช้เป็นยาอายุวัฒนะ (ราก,ต้น)
ช่วยแก้โรค 108 ประการ (ต้น)
ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง (ใบ)
ช่วยรักษาโรควัณโรคปอดในระยะเริ่มแรก ด้วยการใช้ก้านและใบสดประมาณ 30 กรัม (ถ้าแห้งใช้ 10-15 กรัม) นำมาผสมกับน้ำตาลกรวดต้มเป็นน้ำดื่ม (ก้าน,ใบ)
ช่วยแก้ลมสาร (ไม่มีการระบุส่วนที่ใช้)
ใช้เป็นยาหยอดตา (ไม่มีการระบุส่วนที่ใช้)
ใบรสเบื่อเมาช่วยดับพิษไข้ หรือจะใช้รากนำมาต้มรับประทานแก้พิษไข้ก็ได้ (ใบ,ราก)
ช่วยแก้ไข้เหนือ (ไม่มีการระบุส่วนที่ใช้)
ช่วยแก้อาการไอเป็นเลือด (ใบ)
ช่วยแก้อาการช้ำใน (ไม่มีการระบุส่วนที่ใช้)
ช่วยทำให้ระบบกระเพาะอาหารทำงานได้ดีมากขึ้น (ใบ)
ช่วยแก้อาการจุกเสียด (ไม่มีการระบุส่วนที่ใช้)
ช่วยแก้ไส้เลื่อน ไส้ลาม (ทั้งต้น)
ช่วยแก้ปัสสาวะผิดปกติ ปัสสาวะบ่อย ช่วยรักษาโรคนิ่ว ด้วยการใช้ทองพันชั่งทั้งต้น ดอก ใบ ก้าน และราก นำมาสับเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วตากแดดให้แห้ง ต้มเป็นน้ำดื่ม (ทั้งต้น)
ช่วยรักษาริดสีดวงทวาร (ใบ)
ช่วยแก้โรคมุตกิดระดูขาวของสตรี (ใบ)
ใช้รักษาโรคตับอักเสบ (สารแนพโทควิโนนเอสเทอร์)
ช่วยฆ่าพยาธิ (ใบ)
ช่วยขับพยาธิตามผิวหนัง ช่วยแก้พยาธิวงแหวนตามผิวหนัง ตามบาดแผล (ใบ,ราก,ทั้งต้น)
ช่วยแก้อาการปวดฝี (ใบ)
สรรพคุณทองพันชั่ง ช่วยแก้พิษงู (ใบ,ราก)
ช่วยถอนพิษ (ใบ)
ช่วยแก้อาการอักเสบ (ใบ)
ทองพันชั่ง สรรพคุณช่วยรักษาคุดทะราด (ทั้งต้น)
ช่วยแก้น้ำเหลืองเสีย (ราก,ทั้งต้น)
ช่วยรักษาโรคไขข้ออักเสบ (ใบ)
ช่วยแก้อาการเคล็ดขัดยอกตามชายโครง คอเคล็ด มือเคล็ด (ไม่มีการระบุส่วนที่ใช้)
ช่วยยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อไวรัส (สารแนพโทควิโนนเอสเทอร์)
ช่วยต้านยีสต์ โดยสาร Rhinacanthin C, D และ N จากใบทองพันชั่งสามารถช่วยยับยั้งเชื้อ Candida albicans ได้ (ภาคภูมิ พาณิชยูปการนันท์) (ใบ)
ช่วยรักษาโรคผมร่วง (ต้น)
ช่วยแก้อาการผมหงอกเนื่องจากเชื้อรา (ราก)
ช่วยรักษาโรคผิวหนัง กลากเกลื้อน เรื้อน ผดผื่นคันเรื้อรัง ซึ่งในปัจจุบันมีการนำทองพันชั่งไปผลิตเป็น โทนเนอร์ทองพันชั่ง เพื่อความสะดวกในการหาซื้อและการนำมาใช้งาน (ใบ,ราก,ทั้งต้น) สำหรับวิธีการใช้ก็มีหลากหลายสูตร คือ
ใช้ใบสด 5-8 ใบ นำมาตำให้ละเอียดเติมเหล้าโรงผสมเล็กน้อย แล้วนำมาทาบริเวณที่เป็นเกลื้อน (ใบสด)
ใช้ใบสดตำให้ละเอียดผสมกับน้ำมันก๊าด หรือน้ำมันดิบ หรือแอลกอฮอล์ 75% แล้วนำมาบริเวณที่เป็น วันละ 1 ครั้งประมาณ 3 วันจนกว่าจะหายขาด (ใบสด)
ใช้รากสด 2-3 ราก นำมาป่นแช่กับเหล้าไว้นาน 1 สัปดาห์ แล้วกรองเอาแต่น้ำยาที่แช่มาทาบริเวณที่เป็นเกลื้อนบ่อย ๆ จนกว่าจะหาย (รากสด)
ใช้รากทองพันชั่ง นำมาบดให้ละเอียดผสมกับน้ำมะนาว และน้ำมะขาม แล้วนำมาชโลมทาบริเวณที่เป็น (ราก)
ใช้รากทองพันชั่งประมาณ 6-7 รากและหัวไม้ขีดไฟ 1/2 กล่อง นำมาตำจนเข้ากันให้ละเอียด แล้วผสมน้ำมันใส่ผมหรือจะผสมกับวาสลีนเพื่อไม่ให้ยาแห้ง แล้วนำมาทาบริเวณที่เป็นกลากหรือโรคผิวหนังเป็นประจำ (ราก)
ทองพันชั่งรักษามะเร็ง ช่วยยับยั้งมะเร็ง มะเร็งในกระเพาะ มะเร็งในคอ มะเร็งในปาก มะเร็งในปอด มะเร็งภายในและภายนอก ต้นทองพันชั่งมีสารสำคัญคือ “สารแนพโทควิโนนเอสเทอร์” (Naphthoquinone Ester) ซึ่งเป็นสารประกอบที่มีการออกฤทธิ์ในการช่วงยับยั้งมะเร็งเยื่อบุช่องปาก มะเร็งเต้านม มะเร็งมดลูก ด้วยการใช้ทั้งต้นสดประมาณ 30 กรัม นำมาต้มกับน้ำพอท่วมใบยา ต้มดื่มต่างน้ำ (ใบ,ราก,ทั้งต้น)
มีผู้ป่วยที่เป็นโรคเอดส์ ใช้ต้นทองพันชั่งนำมาต้มเป็นน้ำดื่ม ช่วยทำให้อาการของโรคดีขึ้น ช่วยทำให้น้ำเหลืองดีขึ้น เม็ดตุ่มตามตัวน้อยลง ทานข้าวได้มากขึ้น แต่ก็ยังไม่มีข้อมูลอ้างอิงและงานวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับโรคนี้ (ต้น)
ประโยชน์ของทองพันชั่ง นิยมใช้ปลูกเป็นไม้ประดับทั่ว ๆไป (ต้น)

พบใน Google จาก medthai.com

07/10/2016

ไส้เลื่อน อย่าเพิ่งคิดว่าเป็นได้แค่เฉพาะผู้ชาย เพราะอาการแบบนี้ต่อให้เป็นผู้หญิงก็เสี่ยงเช่นกัน

ไส้เลื่อน ได้ยินคำนี้กันมานาน และมีคนจำนวนไม่น้อยที่คิดกันไปต่าง ๆ นานาว่าไส้เลื่อนเป็นโรคที่มีความอันตราย และเกิดขึ้นเฉพาะกับผู้ชายเพียงเท่านั้น ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นความเชื่อที่ผิด เพราะจริง ๆ ไส้เลื่อนไม่ใช่เรื่องอันตราย และสามารถเกิดในผู้หญิงได้อีกด้วย ได้ทราบเพียงเท่านี้แล้วก็ยิ่งสงสัยใช่ไหมละ ว่าทำไมถึงไม่อันตราย งั้นต้องลองไปทำความเข้าใจกับไส้เลื่อนกันใหม่แล้วค่ะ ว่าจริง ๆ แล้วไส้เลื่อน อาการนั้นเป็นอย่างไร สาเหตุเกิดจากอะไร และมีวิธีรักษาอย่างไรบ้าง จะได้ไม่เป็นกระต่ายตื่นตูมตกใจกันไปเกินเหตุเมื่อพบว่าคนใกล้ตัวหรือคุณเองมีอาการขึ้นมา

โรคไส้เลื่อน คืออะไร

ไส้เลื่อน ภาษาอังกฤษ คือ Hernia คืออาการที่ลำไส้บางส่วนนั้นเลื่อนออกมาตุงที่ผนังหน้าท้องทำให้เห็นเป็นก้อนบวมตรงบริเวณใดบริเวณหนึ่งของหน้าท้อง นอกจากนี้ยังสามารถเกิดได้ที่บริเวณต้นขา หรือขาหนีบได้อีกด้วย ไม่เพียงเท่านั้น ไส้เลื่อนยังอาจจะไม่แสดงออกมาให้เห็นในลักษณะก้อนตุงได้ ซึ่งนั่นจะถือว่าเป็นอาการของไส้เลื่อนภายในค่ะ แม้ว่าอาการเหล่านี้จะไม่เป็นอันตรายมากนัก แต่ก็จำเป็นจำต้องรักษาด้วยการผ่าตัด เนื่องจากไส้เลื่อนไม่สามารถหายไปได้เอง สามารถมีขนาดที่ใหญ่ขึ้นได้จากขนาดของลำไส้ที่เลื่อนออกที่ผนังหน้าท้อง จึงไม่ควรจะละเลยเพราะการที่ลำไส้หลุดออกตุงที่หน้าท้องนั้นอาจทำให้เกิดภาวะติดเชื้อแทรกซ้อนได้

ทั้งนี้ไส้เลื่อนไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับเพศชายเพียงอย่างเดียว ขอบอกเลยว่าไส้เลื่อน ผู้หญิงก็เป็นได้ค่ะ แต่สัดส่วนการเกิดโรคไส้เลื่อนของผู้ชายและผู้หญิงอยู่ที่ 5 ต่อ 1 ซึ่งถือว่าผู้หญิงน้อยกว่ามาก แต่ถึงอย่างนั้นคุณผู้หญิงก็ไม่ควรชะล่าใจเช่นกัน


ไส้เลื่อน สาเหตุมาจากอะไร

ไส้เลื่อนมีสาเหตุมาจากการที่ผนังหน้าท้องบางจุดมีความอ่อนแอผิดปกติ โดยส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นความผิดปกติที่เกิดมาตั้งแต่แรกเกิด ประกอบกับความดันในช่องท้องทำให้ลำไส้ที่อยู่ในบริเวณนั้นเลื่อนทะลักออกมาตรงจุดนั้นและตุงเป็นก้อนให้เห็นได้ชัดเจน แต่ก็มีบางกรณีทีเกิดอาการไส้เลื่อนหลังจากการผ่าตัด โดยไส้เลื่อนแบ่งออกเป็นหลายชนิด คือ

ไส้เลื่อนที่บริเวณสะดือ

อาการนี้เป็นอาการที่พบในเด็ก เรียกว่าอาการสะดือจุ่น มักจะเป็นตั้งแต่แรกเกิดและจะหายได้เองก่อนอายุ 2 ขวบ


ไส้เลื่อนที่ขาหนีบ

อาการนี้หากเกิดในผู้ชาย ก็มักจะเข้าใจไปว่าเป็นไส้เลื่อนลงอัณฑะ ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ใช่ เพราะอาการนี้เกิดจากความอ่อนแอของผนังหน้าท้องบริเวณขาหนีบซึ่งเป็นมาตั้งแต่กำเนิด และอาการจะแสดงเมื่อเข้าสู่ช่วงวัยหนุ่มสาว หรือวัยกลางคน บางกรณีอาจเกิดจากการไอเรื้อรัง จากโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง หรือถุงลมโป่งพอง ไส้เลื่อนชนิดนี้อาจมีอาการแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายได้เช่น ไส้เลื่อนไปทับบริเวณเส้นเลือดใหญ่ที่ขา หรือต่อมน้ำเหลือง ที่อันตรายกว่านั้นคือทำให้ความดันในช่องท้องสูงจนเป็นอันตรายต่ออวัยวะอื่น ๆ ค่ะ

ไส้เลื่อนภายในช่องเชิงกราน

ไส้เลื่อนประเภทนี้ส่วนใหญ่มักจะเกิดในเพศหญิงมากกว่า เป็นอาการที่ลำไส้บางส่วนเคลื่อนที่ผ่านช่องตรงกระดูกเชิงกราน และที่ผู้หญิงเป็นมากกว่าก็เพราะกายวิภาคของผู้หญิงเอื้ออำนวยต่อการเกิดอาการนี้มากกว่าผู้ชาย

ไส้เลื่อนที่กระบังลม

เกิดจากบางส่วนของกระเพาะอาหารหรือส่วนต่อระหว่างหลอดอาหารเคลื่อนผ่านรูบริเวณกระบังลมซึ่งเป็นช่องที่หลอดอาหารลอดเข้าสู่ช่องท้องเข้าไปอยู่ในช่องอก เป็นอาการที่มักจะพบในผู้สูงอายุ เนื่องจากเป็นวัยที่กล้ามเนื้อและพังผืดของกระบังลมเสียความยืดหยุ่นไป นอกจากนี้ความดันในช่องท้องที่ผิดปกติก็เป็นสาเหตุได้เช่นกัน

ไส้เลื่อนหลังการผ่าตัด

บางครั้งการผ่าตัดที่หน้าท้องเมื่อหายแล้ว ก็อาจจะทำให้กล้ามเนื้อและผังพืดนั้นหย่อนยานกว่าปกติ ส่งผลให้ลำไส้เคลื่อนตัวมาตุงยังบริเวณนั้นได้ แต่อาการนี้จะเกิดขึ้นกับผู้ป่วยที่รับการผ่าตัดที่หน้าท้องในอัตราที่ไม่มากนักเพียง 2-10 % เท่านั้น


ไส้เลื่อน อันตรายไหม ?

โดยส่วนใหญ่แล้วอาการไส้เลื่อนนั้นไม่ใช่อาการที่เป็นอันตรายมากนัก เพียงแต่อาจจะสร้างความรำคาญ และอาจทำให้รู้สึกไม่คล่องตัวได้ แต่ในไส้เลื่อนบางชนิดก็อาจทำให้เกิดอันตรายได้ ตัวอย่างเช่นไส้เลื่อนที่ขาหนีบ ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีก็อาจจะทำให้เกิดการติดเชื้อที่อันตรายได้ ดังนั้น หากเป็นไส้เลื่อนที่ขาหนีบ ไม่ควรปล่อยไว้ ควรเข้ารับการรักษาให้เร็วที่สุด เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนค่ะ

ไส้เลื่อน การรักษาเป็นอย่างไร ?

วิธีการรักษาไส้เลื่อนนั้นขึ้นอยู่กับขนาดลำไส้ที่เลื่อนออกมาอยู่บริเวณช่องท้อง ในบางกรณีอาจจะไม่ต้องทำการรักษา แต่ก็ต้องมีการติดตามอาการอย่างใกล้ชิด โดยแพทย์อาจจะให้ผู้ป่วยเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหาร ด้วยการลดอาหารหนัก ๆ ห้ามนอนหงายหรือนอนคว่ำหลังจากรับประทานอาหาร และควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ดีแต่ขอบอกเลยว่าวิธีเหล่านี้จะไม่ได้ทำให้อาการไส้เลื่อนหายไป เพราะไส้ที่เคลื่อนที่ออกมานั้นไม่สามารถเคลื่อนกลับไปอยู่ที่เดิมได้ นอกจากจะผ่าตัดแก้ไขเท่านั้น

ทั้งนี้การผ่าตัดจะใช้ในกรณีที่ไส้เลื่อนมีขนาดใหญ่และมีอาการเจ็บที่บริเวณไส้เลื่อน โดยแพทย์จะทำการผ่าตัดเพื่อขยับลำไส้ให้กลับเข้าที่เดิมและเย็บบริเวณที่เป็นรูในผนังหน้าท้อง ซึ่งในปัจจุบันนั้นการผ่าตัดก็ทันสมัยมากขึ้น สามารถผ่าตัดได้โดยใช้กล้องส่อง และมีแผลผ่าตัดเล็กอีกด้วย



ไส้เลื่อน กับภาวะแทรกซ้อน

ในรายที่เป็นไส้เลื่อนที่ขาหนีบหรือถุงอัณฑะ อาจพบภาวะแทรกซ้อนอย่างเช่น ลำไส้ติดคาที่หน้าท้องไม่สามารถเคลื่อนกลับเข้าไปช่องท้องได้ กรณีนี้เรียกว่า ไส้เลื่อนชนิดติดคา และก่อให้เกิดภาวะลำไส้อุดตัน มีอาการปวดท้อง คลื่นไส้และอาเจียนได้ นอกจากนี้หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ลำไส้ส่วนนั้นจะถูกบีบรัดจนขาดเลือด ทำให้เกิดลำไส้เน่า และเกิดอาการติดเชื้อที่อันตรายได้ค่ะ


วิธีการป้องกันไส้เลื่อน เลี่ยงได้ด้วยวิธีเหล่านี้

แม้เราจะไม่สามารถป้องกันความอ่อนแอของกล้ามเนื้อบริเวณช่องท้องได้ แต่เราก็สามารถลดความดันภายในร่างกายของเราอันเป็นปัจจัยที่ทำให้ลำไส้เคลื่อนที่ออกมากลายเป็นไส้เลื่อนได้ โดยควรงดสูบบุหรี่ ไปพบแพทย์เมื่อเกิดอาการไอเรื้อรัง ควบคุมระดับน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ดี และควรหลีกเลี่ยงการยกของหนัก ๆ หากต้องยกของหนักจริง ๆ ก็ควรที่ยกอย่างถูกวิธี ด้วยการนั่งย่อตัวลงไปยกของ ห้ามก้มลงไปยกของขึ้นมาโดยเด็ดขาด วิธีนี้ไม่ได้ใช้แค่เพื่อป้องกันเท่านั้น แต่ผู้ป่วยไส้เลื่อนก็สามารถใช้ได้อีกด้วย เพื่อให้อาการไม่รุนแรงขึ้นกว่าเดิมค่ะ




เล่นกีฬา ทำให้เป็นไส้เลื่อนหรือไม่ ?

บางคนชอบใช้ข้ออ้างในการไม่ยอมเล่นกีฬาว่ากลัวเป็นไส้เลื่อน ทั้ง ๆ ที่จริงแล้วกีฬาไม่ได้ทำให้เป็นไส้เลื่อน ไม่ว่าจะวิ่ง กระโดด หรือออกกำลังกายอื่น ๆ เว้นแต่กีฬาที่ต้องเกร็งหน้าท้องมาก ๆ เท่านั้น ที่อาจจะทำให้เกิดความดันในช่องท้องได้ เช่น ยกน้ำหนัก ทุ่มน้ำหนัก เป็นต้นค่ะ

การสวมกางเกงในที่รัด ทำให้เป็นไส้เลื่อนจริงหรือ?

คุณผู้ชายหลายคนกลัวว่าตัวเองจะเป็นไส้เลื่อนถึงขนาดไม่ยอมสวมกางเกงในและหันมาสวมการเกงบ็อกเซอร์แทน ซึ่งนั่นเป็นความเชื่อที่ผิด เพราะจริง ๆ แล้วการสวมกางเกงในแบบบิกินีไม่ได้ส่งผลให้เกิดความดันในช่องท้องจนทำให้เป็นไส้เลื่อนได้ เพราะฉะนั้นควรสวมแบบที่สวมใส่สบายไม่อึดอัดหรือหลวมจนเกินไปจะดีกว่าค่ะ

ไส้เลื่อน ไม่ใช่อาการอันตรายร้ายแรง แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่มองข้ามได้เช่นกัน เพราะถ้าเป็นแล้วก็มีแต่เสียกับเสีย ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพกายสุขภาพใจ หรือเงินทอง หมั่นดูแลสุขภาพและสังเกตความผิดปกติของร่างกายก็น่าจะดีกว่ารอให้เกิดแล้วค่อยแก้นะคะ

07/10/2016

พบใน Google จาก health.kapook.com

06/10/2016

ฮวงจุ้ยทิศบ้าน เช็กสักนิดก่อนคิดสร้างบ้าน สำหรับคนที่สงสัยว่าจะสร้างบ้านให้หันหน้าไปทิศไหนถึงจะอยู่เย็นเป็นสุข วันนี้เรามีฮวงจุ้ยทิศบ้าน มาฝากให้ทุกคนได้นำไปปรับใช้ค่ะ

ฮวงจุ้ยบ้านศาสตร์ตามตำราจีนที่ว่าด้วยเรื่องของการจัดบ้าน วันนี้ Terrabkk ก็มีคำแนะนำดี ๆ เกี่ยวกับ ฮวงจุ้ยทิศบ้าน มาฝากคนที่กำลังจะปลูกบ้าน ขึ้นบ้านใหม่ และคิดไม่ตกว่าจะหันหน้าบ้านไปทิศไหนดี รับรองว่าวันนี้หายข้องใจและได้คำตอบกลับไปแน่นอนค่ะ

ความเชื่อของคนไทยและคนจีนกับการหันทิศของบ้าน (Terrabkk)

ความเชื่อของคนจีน

ตามหลัก "ฮวงจุ้ย" ของจีน ฮวง คือ ลม จุ้ย คือ น้ำ การหันหน้าบ้านไปทาง "ทิศใต้" จึงเป็นทิศดีที่สุด เนื่องจากเป็นทิศที่กระแสลมจะสามารถพัดผ่านได้ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์–ตุลาคม ซึ่งถือว่าลมพัดผ่านเกือบตลอดทั้งปี สำหรับคนจีนที่นิยมประกอบอาชีพค้าขายเลยเชื่อว่าลมมีส่วนพัดพาพลังงานที่ดีเข้ามาสู่บ้าน ทำให้เกิดความรุ่งเรือง เจริญก้าวหน้านั่นเอง

ทำไมต้องหันหน้าไปทางทิศใต้ ?

ในช่วงฤดูหนาวสภาพอากาศในประเทศจีนจะหนาวมากเป็นพิเศษ จึงไม่นิยมหันหน้าไปทาง "ทิศเหนือ" เนื่องจากช่วงเดือนพฤศจิกายน–กุมภาพันธ์ กระแสลมจะผ่านเข้ามาทิศนี้มากเป็นพิเศษ หากบ้านหันหน้าไปทาง "ทิศใต้" แสงแดดจะส่องเข้ามาช่วยลดอุณหภูมิความหนาวเย็นลงได้มาก

ความเชื่อของคนไทย

ด้วยสภาพอากาศของเมืองไทยค่อนข้างเป็นเมืองร้อน การที่จะหันหน้าบ้านไปยังทางทิศใต้เหมือนคนจีน อาจจะไม่ก่อให้เกิดความสมดุลภายในบ้าน การเลือกหันหน้าบ้านไปทาง "ทิศเหนือ" หรือ "ทิศตะวันออก" จะก่อให้เกิดพลังงานที่ดี เนื่องจากแสงอาทิตย์ช่วงเช้าฝั่งทิศตะวันออกไม่ค่อยร้อนมาก แสงแดดมักจะแผ่ความร้อนในช่วงกลางวันอ้อมไปทางทิศตะวันตก และการประกอบอาชีพส่วนใหญ่ไม่ได้เน้นการค้าขายเหมือนอย่างชาวจีน

ในความเป็นจริงแล้วในการสร้างบ้านนั้น บางครั้งด้วยสภาพแวดล้อมในการปลูกสร้าง อาจจะทำให้ไม่สามารถหันหน้าบ้านไปตามหลักฮวงจุ้ยได้ หากบ้านหลังไหนจำเป็นต้องหันหน้าบ้านไปยังทิศใต้หรือทิศตะวันตก ก็สามารถแก้ไขโดยการปลูกต้นไม้เพื่อลดอุณหภูมิในช่วงหน้าร้อนได้ สำหรับต้นไม้ไม่ควรบดบังจนปิดทิศทางของลมจนเกินไป อันเป็นการปิดรับพลังงานที่ดีให้เข้ามาสู่ภายในบ้านได้

หลักการตั้งตำแหน่งต่าง ๆ ภายในบ้าน

หากต้องการปรับความสมดุลภายในบ้านให้เย็นสบาย ควรจัดวางผังในบ้านดังนี้ ทิศใต้และทิศตะวันตกควรใช้เป็นสมดุลที่เป็นน้ำ เนื่องจากแสงแดดจะทำให้อุณหภูมิร้อนเพิ่มขึ้น ทิศนี้ควรจะเป็นห้องน้ำ ห้องครัว ราวตากผ้า เป็นต้น สำหรับห้องนอน ห้องนั่งเล่น ควรให้อยู่ในทิศตะวันออกและทิศเหนือ เนื่องจากอุณหภูมิค่อนข้างเย็นเหมาะสำหรับเป็นมุมพักผ่อนที่
ฮวงจุ้ยทิศบ้าน เช็กสักนิดก่อนคิดสร้างบ้าน สำหรับคนที่สงสัยว่าจะสร้างบ้านให้หันหน้าไปทิศไหนถึงจะอยู่เย็นเป็นสุข วันนี้เรามีฮวงจุ้ยทิศบ้าน มาฝากให้ทุกคนได้นำไปปรับใช้ค่ะ

ฮวงจุ้ยบ้านศาสตร์ตามตำราจีนที่ว่าด้วยเรื่องของการจัดบ้าน วันนี้ Terrabkk ก็มีคำแนะนำดี ๆ เกี่ยวกับ ฮวงจุ้ยทิศบ้าน มาฝากคนที่กำลังจะปลูกบ้าน ขึ้นบ้านใหม่ และคิดไม่ตกว่าจะหันหน้าบ้านไปทิศไหนดี รับรองว่าวันนี้หายข้องใจและได้คำตอบกลับไปแน่นอนค่ะ

ความเชื่อของคนไทยและคนจีนกับการหันทิศของบ้าน (Terrabkk)

ความเชื่อของคนจีน

ตามหลัก "ฮวงจุ้ย" ของจีน ฮวง คือ ลม จุ้ย คือ น้ำ การหันหน้าบ้านไปทาง "ทิศใต้" จึงเป็นทิศดีที่สุด เนื่องจากเป็นทิศที่กระแสลมจะสามารถพัดผ่านได้ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์–ตุลาคม ซึ่งถือว่าลมพัดผ่านเกือบตลอดทั้งปี สำหรับคนจีนที่นิยมประกอบอาชีพค้าขายเลยเชื่อว่าลมมีส่วนพัดพาพลังงานที่ดีเข้ามาสู่บ้าน ทำให้เกิดความรุ่งเรือง เจริญก้าวหน้านั่นเอง

ทำไมต้องหันหน้าไปทางทิศใต้ ?

ในช่วงฤดูหนาวสภาพอากาศในประเทศจีนจะหนาวมากเป็นพิเศษ จึงไม่นิยมหันหน้าไปทาง "ทิศเหนือ" เนื่องจากช่วงเดือนพฤศจิกายน–กุมภาพันธ์ กระแสลมจะผ่านเข้ามาทิศนี้มากเป็นพิเศษ หากบ้านหันหน้าไปทาง "ทิศใต้" แสงแดดจะส่องเข้ามาช่วยลดอุณหภูมิความหนาวเย็นลงได้มาก

ความเชื่อของคนไทย

ด้วยสภาพอากาศของเมืองไทยค่อนข้างเป็นเมืองร้อน การที่จะหันหน้าบ้านไปยังทางทิศใต้เหมือนคนจีน อาจจะไม่ก่อให้เกิดความสมดุลภายในบ้าน การเลือกหันหน้าบ้านไปทาง "ทิศเหนือ" หรือ "ทิศตะวันออก" จะก่อให้เกิดพลังงานที่ดี เนื่องจากแสงอาทิตย์ช่วงเช้าฝั่งทิศตะวันออกไม่ค่อยร้อนมาก แสงแดดมักจะแผ่ความร้อนในช่วงกลางวันอ้อมไปทางทิศตะวันตก และการประกอบอาชีพส่วนใหญ่ไม่ได้เน้นการค้าขายเหมือนอย่างชาวจีน

ในความเป็นจริงแล้วในการสร้างบ้านนั้น บางครั้งด้วยสภาพแวดล้อมในการปลูกสร้าง อาจจะทำให้ไม่สามารถหันหน้าบ้านไปตามหลักฮวงจุ้ยได้ หากบ้านหลังไหนจำเป็นต้องหันหน้าบ้านไปยังทิศใต้หรือทิศตะวันตก ก็สามารถแก้ไขโดยการปลูกต้นไม้เพื่อลดอุณหภูมิในช่วงหน้าร้อนได้ สำหรับต้นไม้ไม่ควรบดบังจนปิดทิศทางของลมจนเกินไป อันเป็นการปิดรับพลังงานที่ดีให้เข้ามาสู่ภายในบ้านได้

หลักการตั้งตำแหน่งต่าง ๆ ภายในบ้าน

หากต้องการปรับความสมดุลภายในบ้านให้เย็นสบาย ควรจัดวางผังในบ้านดังนี้ ทิศใต้และทิศตะวันตกควรใช้เป็นสมดุลที่เป็นน้ำ เนื่องจากแสงแดดจะทำให้อุณหภูมิร้อนเพิ่มขึ้น ทิศนี้ควรจะเป็นห้องน้ำ ห้องครัว ราวตากผ้า เป็นต้น สำหรับห้องนอน ห้องนั่งเล่น ควรให้อยู่ในทิศตะวันออกและทิศเหนือ เนื่องจากอุณหภูมิค่อนข้างเย็นเหมาะสำหรับเป็นมุมพักผ่อนที่ดี

ฮวงจุ้ย คือ หลักความสมดุล ที่ทำให้เกิดพลังงานดี ๆ เข้ามาสู่ภายในบ้านและเกื้อหนุนผู้อยู่อาศัย ทำให้บ้านหลังนั้นเป็นบ้านที่ดีไม่เกิดผลเสีย เช่น ไม่ทำให้ผู้อาศัยเจ็บป่วย แต่จะก่อให้เกิดความสุขแก่ผู้อยู่อีกด้วยดี

ฮวงจุ้ย คือ หลักความสมดุล ที่ทำให้เกิดพลังงานดี ๆ เข้ามาสู่ภายในบ้านและเกื้อหนุนผู้อยู่อาศัย ทำให้บ้านหลังนั้นเป็นบ้านที่ดีไม่เกิดผลเสีย เช่น ไม่ทำให้ผู้อาศัยเจ็บป่วย แต่จะก่อให้เกิดความสุขแก่ผู้อยู่อีกด้วย

ที่อยู่

256 ถนนสามวา แขวงบางชัน เขตคลองสามวา
Bangkok
10510

เบอร์โทรศัพท์

+66865499019

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ D man shopผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์