25/05/2026
กีต้าร์มายา (Maya Guitar) ในประเทศไทย — ตอนที่ 2
ในช่วงทศวรรษ 1970 ร้านจำหน่ายกีต้าร์ในกรุงเทพฯ มีอยู่เพียงไม่กี่แห่ง โดยกระจุกตัวอยู่ในสองย่านหลัก ได้แก่
เวิ้งนครเกษม ถือเป็นศูนย์รวมร้านดนตรีที่สำคัญที่สุดในยุคนั้น และยังคงบทบาทนี้มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน กระทั่งย่านตำนานแห่งนี้ก็ได้ปิดฉากลง เหลือเพียงโครงสร้างร้านที่ยังตั้งอยู่ให้ผู้คนได้เดินผ่านและระลึกถึงความทรงจำในอดีต
ย่านหลังกระทรวง เป็นอีกหนึ่งแหล่งที่มีร้านจำหน่ายกีต้าร์ในยุคนั้น ประกอบด้วยสองร้านที่มีชื่อคล้ายคลึงกันจนหลายคนเข้าใจผิด
ร้านจิ้นเฮงหลี — ร้านดั้งเดิมและผู้บุกเบิกย่านนี้
ร้านฮั่วหลี — ก่อตั้งโดยอดีตพนักงานของร้านจิ้นเฮงหลี ที่แยกตัวออกมาเปิดกิจการค้าของมือสองในอีกสองซอยถัดไป
ทั้งสองร้านไม่มีความสัมพันธ์ทางครอบครัว แต่มีความผูกพันในฐานะผู้บุกเบิกย่านเดียวกัน
มายา — ทางเลือกที่มาถูกที่ถูกเวลา
ในช่วงเวลานั้น กีต้าร์มายาจำหน่ายในกรุงเทพฯ เพียงสองร้าน คือ ร้านคิงส์มิวสิค และ ร้านจิ้นเฮงหลี เมื่อพิจารณาว่ากีต้าร์นำเข้าจากต่างประเทศมีราคาสูงถึงหลักหมื่นบาท ซึ่งเกินกำลังของคนทั่วไปในยุคนั้น กีต้าร์มายาจึงเข้ามาเติมเต็มช่องว่างนี้ได้อย่างพอดี ด้วยราคาที่จับต้องได้และคุณภาพที่ใช้งานได้จริง ส่งผลให้สินค้าขายหมดอย่างรวดเร็วทุกครั้งที่นำเข้ามา
รุ่นที่ได้รับความนิยมในยุคนั้น ได้แก่
รุ่นลักษณะ Stratocaster ลายไม้ธรรมชาติ
Bass ลายไม้ธรรมชาติ
Les Paul สีดำ และ Sunburst
"ยุคโดนฟ้อง" —ของอุตสาหกรรมกีต้าร์ญี่ปุ่น
ในแวดวงสากล กีต้าร์ที่ผลิตในช่วงนี้เป็นที่รู้จักในชื่อ "ยุคโดนฟ้อง" (Lawsuit Era) เนื่องจากเจ้าของแบรนด์ต้นฉบับอย่าง Fender และ Gibson ได้ดำเนินการทางกฎหมายต่อผู้ผลิตชาวญี่ปุ่น ในข้อหาลอกเลียนแบบทรงและรูปแบบหัวกีต้าร์
ผลกระทบที่ตามมาแบ่งออกเป็นสองแนวทาง
ผู้ผลิตรายใหญ่ สามารถปรับตัวได้โดยการออกแบบรูปทรงและหัวกีต้าร์เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง
ผู้ผลิตรายเล็ก ที่ขาดเงินทุนต้องยุติกิจการ หรือเปลี่ยนทิศทางไปผลิตเครื่องดนตรีประเภทอื่นแทน
เหตุการณ์นี้มีความคล้ายคลึงกับวิกฤต ไม้ Rosewood ในยุคปัจจุบัน ที่อนุสัญญา CITES ออกมาตรการควบคุมการค้าไม้ชนิดนี้อย่างเข้มงวด จนส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อผู้ผลิตเครื่องดนตรีทั่วโลก สะท้อนให้เห็นว่าอุตสาหกรรมดนตรีในทุกยุคสมัย ล้วนต้องเผชิญกับแรงกดดันจากภายนอกที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
(ไม่ได้ก็อปมา เป็นบทความเก่า แต่ให้ AI ช่วยเกลา)