Racket Story ร้าน tennis pro shop เล็กๆ สไตล์แกลเลอรี บน ถ.สุวินทวงศ์ หนองจอก - ฉะเชิงเทรา
ขึ้นเอ็น+อุปกรณ์เทนนิส

อีก 35 ข้อคิด ที่น่าจะรู้ ตั้งแต่เริ่มเล่นเทนนิส: What Matters(2)ต่อยอดจากโพสต์เก่า “น่าจะรู้อย่างนี้ตั้งแต่เริ่มเล่นเทน...
26/12/2025

อีก 35 ข้อคิด ที่น่าจะรู้ ตั้งแต่เริ่มเล่นเทนนิส: What Matters(2)

ต่อยอดจากโพสต์เก่า “น่าจะรู้อย่างนี้ตั้งแต่เริ่มเล่นเทนนิส (7 ข้อคิดสำหรับมือใหม่)” ในเพจนี้ครับ

ซึ่งเป็นข้อคิดจากประสบการณ์ ที่อยากส่งต่อ

แต่วันนี้ ระหว่างที่พักผ่อนด้วยการดูคลิปสั้น จำพวก Reels หรือ Tik Tok ตามสไตล์คนยุคนี้ ก็สะดุดกับ content อันนี้ครับ

“35 Things I wish I knew when I started playing tennis.” (ต้นฉบับ อยู่ใน comment)

โอ้…เหมือนซานต้า โยนของขวัญใส่หน้าอย่างจัง

เพราะมันคือ “35 ข้อแนะนำ” สำหรับคนเล่นเทนนิสทั้งมือใหม่ - มือเก่า

เสิร์ฟรัวๆ ไม่มีกั๊ก เตือนสติกันไป

ทั้งนี้ ผมพยายามแปลไทยให้เข้าใจง่ายครับ แต่ก็ยอมรับว่า บางข้อ อ่านภาษาอังกฤษจะเข้าใจง่ายกว่า

ผมจึงคงต้นฉบับภาษาอังกฤษไว้ในวงเล็บครับ

ว่าแล้วมาดูกันเลย 🙂

1. ความก้าวหน้า ไม่ได้เป็นแบบเส้นตรง
(Progress is not linear)

2. ความเหนียว ชนะความแรง
(Consistency beats power)

เสริม: ความจริงใช้คำว่า “ความเหนียว” อาจจะไม่พอสำหรับ Consistency

ถ้าจะให้ความหมายยาวอีกนิด คือการตีลูกซ้ำๆให้ลงคอร์ท ที่ความลึกที่ควบคุมได้ เหมาะสมตามสถานการณ์ มี margin เหนือเน็ตที่เพียงพอ ทำได้ซ้ำๆ แม้ในช่วงเวลากดดัน

3. ผู้ชนะคือฝ่ายที่พลาดน้อยกว่า ไม่ใช่ยิง winners มากกว่าเสมอไป
(Matches are won by fewer mistakes, not more winners)

4. Footwork สร้างความแตกต่างมากกว่า Stroke การตี
(Footwork matters more than strokes)

5. “เทคนิคการตี” ใช้เวลาเป็นปีในการพัฒนา ไม่ใช่สัปดาห์
(Technique takes years, not weeks)

6. “ความมั่นใจ” ต้องฝึก ไม่ใช่มีมาแต่เกิด
(Confidence is trained, not given)

7. คุณไม่ต้องมุ่งแต่ตีแรงเพื่อชนะ
(You don’t need to hit hard to win)

8. การกลับมาคุมพื้นที่คอร์ทหลังจากตี คือส่วนหนึ่งของการฝึก
(Recovery is part of training)

9. วันพัก ทำให้คุณดีขึ้น ไม่ได้ทำให้คุณอ่อนแอลง
(Rest days make you better, not weaker)

10. ไม่ว่าจะอยู่ระดับไหน ก็มีเรื่องยากที่ต้องก้าวผ่าน –แม้แต่ระดับโปร
(Every level struggles — even pros)

11. “ความพ่ายแพ้” สอนคุณมากกว่า “ชัยชนะ”
(Losing teaches more than winning)

12. ช็อตสวยๆ 1 ช็อต อาจจะไม่เพียงพอที่จะทำให้คุณได้แต้ม
(One good shot doesn’t win a point)

13. แต้มที่คุณทำได้แย่ 1 แต้ม ไม่จำเป็นที่จะทำให้คุณแพ้ในแมทซ์นั้น
(One bad point doesn’t lose a match)

เสริม: ทั้ง Federer และ Djokovic พูดเหมือนกัน ว่าแต้มที่เสียไปแล้ว ก็ปล่อยผ่านไปให้เร็ว แล้วโฟกัสที่แต้มถัดไป

14. “ความแข็งแกร่งของจิตใจ” ตัดสินแมทซ์ที่สูสี
(Mental strength decides close matches)

15. “การหายใจระหว่างแต้ม” เปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง
(Breathing between points changes everything)

16. “ความลึก” ในการวางบอล สำคัญกว่า “ความเร็ว”
(Depth is more important than speed)

17. “การวางบอล” จะชนะความหมกมุ่นอยู่กับ “สปิน” อย่างเดียว
(Placement beats spin obsession)

18. “แพตเทิร์นการตี” ที่เรียบง่าย ก็สามารถชนะแมตซ์ได้
(Simple patterns win matches)

เสริม: ในเกมเทนนิส มี “แพตเทิร์นการตี” ที่ใช้ และฝึกกันในหมู่ โค้ช/นักกีฬา ฝึกซ้ำๆ จนเป็นอัตโนมัติ

ซึ่งในแมตซ์ สิ่งที่จะถูกนำไปใช้ คือ “แพตเทิร์นการตี” ที่ฝึกบ่อยๆจะชำนาญ

19. กลยุทธ์ Serve + 1 คือทุกสิ่ง
(Serve + first ball is everything)

เสริม: โพสต์เก่าๆเคยพูดถึง กลยุทธ์ Serve + 1 บ่อยครั้ง คือกลยุทธ์การเสิร์ฟไปยังจุดที่ตั้งใจ เพื่อให้ฝ่าย return รับลูกได้ยาก หรือมีทางเลือกไม่มาก เหมือนถูกบังคับให้ return มาในจุดที่คาดเดาได้ จนทำให้ฝ่ายเสิร์ฟตีช็อตต่อไปได้ง่าย ได้เปรียบ หรือแม้แต่ทำแต้มได้เลย

20. การวอร์มอัพร่างกาย จะมีผลกับการแข่งขัน
(Warm-up affects your whole session)

21. การฝึกอย่างช้าๆ จะนำไปสู่ speed รวดเร็ว
(Slow practice builds fast tennis)

เสริม: ฝึกพื้นฐานที่สำคัญอย่างถูกต้องก่อน จะนำไปสู่การตีช็อตคุณภาพ และ speed จะมาเอง

พื้นฐานก็เช่น:

- การเคลื่อนไหวที่ถูกต้อง (footwork ในแต่ละสถานการณ์)

- Kinetic Chain ที่ไหลลื่น จาก พื้น → ขา → สะโพก → ลำตัว → แขน → racquet

- Timing การตีที่ถูกต้อง

- มี space ระหว่างจุดตี (contact point) กับลำตัว

22. ดูเทนนิส จะช่วยพัฒนาเกมของคุณ
(Watching tennis improves your game)

เสริม: นอกจากดูผ่านจอแล้ว ถ้าเป็นไปได้ หาโอกาสดูแมตซ์จริงของนักเทนนิสระดับสูงบ้าง เพื่อดูการ control บอล, การวางบอล, footwork และการจัดการอารมณ์/จิตใจ

นอกจากนี้ การดูคลิปประเภท วิเคราะห์กลยุทธ์การตี (Single Strategies, Double Strategies) ก็ช่วยพัฒนา IQ เทนนิสได้ครับ

23. การถ่ายวิดีโอการตีของคุณ เป็นสิ่งจำเป็น (แม้ดูแล้วอยากลบก็ตาม 555)
(Filming yourself is uncomfortable but necessary)

24. ร่างกายแต่ละแบบ เหมาะกับ stroke mechanics ที่ต่างกัน จะลอกใคร (โปรคนไหน) ให้ระวัง
(Your body type matters — copy wisely)

เสริม: อันนี้แปลยาก ส่วนตัว ผมเข้าใจว่า ร่างกายแต่ละคน ส่วนสูง ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ความฟิต ต่างกัน จะลอกการตีของใครสักคน โดยไม่ดูความเหมาะสมของร่างกายตัวเอง ก็ไม่เหมาะ

25. ฝึกหนักไป ทำให้พัฒนาได้ช้า
(Overtraining slows improvement)

26. การนอน คืออาวุธลับ
(Sleep is a secret weapon)

27. การดื่มน้ำ มีผลกับการโฟกัส
(Hydration affects focus)

28. อุปกรณ์ (ไม้ เอ็น ฯลฯ) ไม่ได้ช่วยแก้เรื่องอุปนิสัย (วิธีการตี) ที่ผิดๆ
(Equipment won’t fix bad habits)

29. ทัศนคติของคุณที่มีต่อสถานการณ์ตอนนั้น จะแสดงออกมาให้คู่แข่งเห็น
(Your attitude is visible to opponents)

เสริม: Djokovic เคยให้สัมภาษณ์ว่า เขาชอบสังเกตสิ่งที่คู่แข่งแสดงออกมา เช่นการหายใจ (ถี่ไหม), สิ่งที่เขาปฏิบัติในช่วงพักระหว่างแต้ม

ยิ่งถ้ามีกล้องถ่ายคู่แข่งระหว่างพัก แล้วขึ้นไปโชว์บนจอ เขาจะอ่านภาษากายของคู่แข่งได้ง่ายขึ้น จากนั้นก็เลือกใช้กลยุทธ์ที่จะจี้จุดอ่อนของคู่แข่ง

30. “พลัง” ที่เหลือ สำคัญกว่า “แต้ม”
(Energy matters more than score)

เสริม: บ่อยครั้ง ที่คนที่แต้มนำอยู่ แต่กลับแพ้ เพราะหมดก็อก

31. ทุกแต้ม เริ่มจากคะแนนศูนย์
(Every point starts at zero)

32. เทนนิส จะเปิดเผยคุณลักษณะ หรือตัวตนของคุณ
(Tennis exposes your character)

33. “วินัย” จะชนะ “แรงจูงใจ”
(Discipline beats motivation)

เสริม: แรงจูงใจ มีขึ้น-มีลง ทุกคนมีวันที่เบื่อ แต่ “วินัย” คือการฝึก การซ้อม แม้จะเบื่อ หรือไม่มีแรงจูงใจ

34. เทนนิสสอนทักษะชีวิต
(Tennis teaches life skills)

35. ถ้าคุณคงความอดทนไว้ คุณจะได้รางวัลจากเกมเทนนิส
(If you stay patient, the game rewards you)

อาจจะยาวสักนิด แต่น่าจะมีสักข้อ ที่โดนใจเพื่อนๆครับ

หากมีข้อไหนที่เพื่อนๆ มีมุมมองอื่นๆเพิ่มเติม หรืออยากอธิบายเพิ่ม ก็ comment มาได้ครับ ขอบคุณครับ

ดูเทนนิสติดสนาม vs ดูผ่านจอ: กับมายาคติที่จอ (อาจ) หลอกคุณ (+ไม้เด็ด Alex Eala)เพื่อนๆหลายคนคงได้ติดตามเทนนิสซีเกมส์คราว...
21/12/2025

ดูเทนนิสติดสนาม vs ดูผ่านจอ: กับมายาคติที่จอ (อาจ) หลอกคุณ (+ไม้เด็ด Alex Eala)

เพื่อนๆหลายคนคงได้ติดตามเทนนิสซีเกมส์คราวนี้กันบ้าง

หลายคนที่ไม่สะดวก อาจจะเลือกดูผ่านจอ

อีกหลายคนโชคดี เคลียร์งานได้ เดินทางสะดวก ก็มาดูที่สนามจริง

ตัวผมเอง หาโอกาสมาดูได้แค่แมตซ์เดียว คือหญิงเดี่ยวรอบชิงที่ “น้องไหม” เจอกับ “Alex Eala”

วันนี้ เลยขอโอกาสเล่าเกร็ดบางเรื่องที่อยากเล่าให้ฟังมานานแล้ว โดยอาจจะแทรกบางเหตุการณ์ที่เห็นในสนามบ้างครับ

เรื่องนั้นก็คือ “ทำไมเราควรต้องมาดูแมตซ์จริงที่สนามบ้าง?” โดยเฉพาะคนที่เริ่มฝึกเทนนิส และกำลังพัฒนาฝีมือ

– 2 มุมกล้องที่ต่างกัน –

คลิป 1 ของ LTAT: https://youtu.be/OVTHKWktv1E?si=P4cCy2p7SQKRleTD

คลิป 2 ของ Filipinas SuperFan: https://youtu.be/DWB_Na-L0N0?si=X9tEUHU9XjsMffeu

คลิป 1 เป็นมุมกล้องที่ไม่หลอกตาเราเท่าไรครับ กล้องจะเฉียงๆสูงกว่าระดับ Court Level ไม่มากนัก ทำให้เห็นทั้งความกว้าง ความลึก ความสูงของบอล

ส่วนคลิป 2 มุมกล้องที่ถ่ายทอดอยู่ “มุมสูง” หลังนักกีฬาฝั่งหนึ่ง เป็นมุมกดลงมา แบบนี้จะหลอกตาเราใน 3 ประเด็น ที่จะเล่าให้ฟังต่อไป

และคลิปใน Youtube ส่วนใหญ่ก็เป็นมุมแบบนี้เสียด้วย เราจึงต้องรู้เท่าทัน

– เมื่อกล้องมุมสูง หลอกตาเรา –

ปัญหาของมุมกล้องแบบคลิป 2 (มุมสูง กดลงมา) สรุปสั้นๆได้ว่า..

1. ภาพ 2 มิติ (กว้าง x ยาว) ซ่อนมิติความสูงของบอล

(-) จะมองเหมือนนักกีฬาตี flat เรียด พุ่ง ซ่อนความสูงเหนือเน็ต (net clearance) ไว้

สนามจริง:

นักกีฬามักจะตีปั่นใส่สปิน บอลโค้ง และจะมี net clearance (ระยะความสูงเหนือเน็ต) ราวๆ 2-3 ฟุต (แล้วแต่บุคคล)

ลองดูคลิปที่ 1 ครับ จะเห็นว่าทั้งน้องไหม และ Alex โต้กันด้วย net clearance, บอลโค้ง และใช้ speed บอลที่ยังคุมได้

2. บอลดูเร็ว ดุดัน เกินจริง

(-) การบีบย่อคอร์ทที่ยาวเกือบ 24 เมตร ให้สั้นลงมา ทำให้คอร์ทดูสั้นลง หลอกตาว่าบอลเคลื่อนที่เร็วเกิน speed บอลของจริง

(-) เสียงที่ผ่านการปรับแต่งเพิ่มความคมชัด (amplify) ทำให้ชัดเจนเกินเหตุ เสียงดังก้องของไม้กระทบบอล พาลเราคิดว่า นักกีฬาตบไม่ยั้งเหมือนโกรธกันมานาน

สนามจริง:

การ rally นักกีฬามักตีที่ความแรงที่ยังคุมบอลได้ (controllable power)

มีการใส่ spin/underspin และเน้นทิศทาง (direction) เพื่อเปิดคอร์ท หรือให้คู่แข่ง off-balance

หรือไม่สามารถตีใน strike zone ที่ถนัดได้ (เช่น บอลสูงเหนือไหล่ หรือต่ำกว่าเข่า)

3. ถ้าเป็นคลิปไฮไลต์ จะซ่อนเหตุการณ์ระหว่างเกม

(-) คลิปที่เจาะเฉพาะไฮไลต์ มักจะเลือกเฉพาะช็อต winner สวยๆ

สนามจริง:

ในเกมจริง ฝ่ายที่พลาดน้อยกว่าจะชนะ และแต้มส่วนใหญ่เกิดจากอีกฝ่ายทำ error มากกว่ายิง winner (เหมือนที่เคยเล่าหลายโพสต์ในซีรีย์ Stat Story)

ซึ่งการจะทำให้อีกฝ่ายทำ error ก็คือการวางแผนการทำแต้ม (point construction) มากกว่าที่จะพยายามยิง winner

พูดง่ายๆ ดูติดขอบสนาม เห็นการ control บอล “มากกว่า” ความดุดัน

การ control ทั้ง 5 แบบด้วย direction, depth, height, speed, spin (ทิศทาง, ความลึก, ความสูง, ความเร็ว, การปั่น)

ส่วนการดูผ่านจอมุมสูงคลิปที่ 2 เรื่องของ height, speed, spin (ความสูง, ความเร็ว, การปั่น) อาจจะถูกซ่อนไม่ให้เห็นตามจริง

อีกทั้งสนามจริง เราจะเห็นความเป็น “มนุษย์” ธรรมดา ที่มีอารมณ์ มีความผิดหวัง มีการควบคุมอารมณ์ (mental toughness) ผ่านช่วงขึ้น-ลงของสถานการณ์ในเกม

แต่ในจอ อาจจะถูกเลือกให้เห็นอัศวิน นักรบ ดุดัน เด็ดขาด

– แต่กล้องมุมสูง ก็มีประโยชน์ด้าน Video Analysis –

กล้องมุมสูง จะช่วยให้เราดูตำแหน่ง และการวางลูกได้ชัดเจนขึ้นครับ

ยกตัวอย่าง ไม้เด็ดของ Alex Eala คือ การเป็น “เจ้าแม่ direction”

จากภาพใน comment ที่เลือกมาให้ดู เธอวางบอลกว้าง และ cross สั้นได้ดีครับ

ผลคือฝ่ายตรงข้ามจะต้องวิ่งไปเก็บลูก และมักจะอยู่โหมดรับ (defensive) เสมอ เหมือน “ถูกขโมยเวลา” + “เร่ง” ให้ตี

จะมี 2 แบบที่ที่เธอใช้บ่อย และทำได้ดีครับ

1. ที่ Baseline

หากเธออยู่ตำแหน่งห่างจากจุดกึ่งกลาง 3 ก้าวขึ้นไป เธอสามารถยิงบอลกว้าง ซึ่งวิถีบอลก็จะวิ่งฉีกออกไปเรื่อยๆ

(รูป Baseline 1 & 2 ใน comment)

2. ตำแหน่งกลางสนาม หรือ Approach Shot

ถ้าบอลสั้น เธอก็วิ่งเข้ามา approach ตามสูตร คือไม่ขนานเส้น ก็ cross สั้น

(รูป Approach 1 & 2 ใน comment)

– สุดท้าย –

หวังว่าโพสต์นี้ จะช่วยให้เราดูคลิปใน Youtube ได้อย่างรู้เท่าทันครับ

และการที่แฟนเทนนิสที่ได้มาชม น่าจะได้เห็นบรรยากาศ และ speed บอลจริง และมีแรงบันดาลใจไปเล่น ไปฝึกกันต่อ

ได้เห็นความเป็น “คนธรรมดา” ของนักกีฬา มากกว่ามุมกล้องที่ “เลือก” เฉพาะ moment ที่ดู “เวอร์เกินจริง”

และจากบรรยากาศในสนาม และโพสต์ต่างๆใน Social จะเห็นได้เลยว่า แฟนเทนนิสไทยมีความสุขและภูมิใจกับนักกีฬาตัวแทนของเราครับ

เพื่อนๆมีแง่มุมไหนในการดูเทนนิส เล่าให้ฟังได้ครับ ขอบคุณครับ

(String Story) 10 เอ็นกลมที่มักใช้เป็นเส้นนอน ในปี 2025 (+ rising stars)*ภาพถ่ายจากสถานที่จริง หนาวจริง ไม่ใช่ภาพจาก AIใ...
20/11/2025

(String Story) 10 เอ็นกลมที่มักใช้เป็นเส้นนอน ในปี 2025 (+ rising stars)

*ภาพถ่ายจากสถานที่จริง หนาวจริง ไม่ใช่ภาพจาก AI

ในสูตรไฮบริดสูตรหนึ่งที่มีการใช้กัน คือเอ็นเหลี่ยมเน้นสปินเป็นเส้นตั้ง และเอ็นกลม control ดี, snapback ดี หรืออาจจะนุ่มด้วย มาเป็นเส้นนอน

ซึ่งฝรั่งมักพูดว่า “The best of both worlds.” เพราะเป็นการนำข้อดีข้อเอ็นแต่ละเส้น มาขึ้นบนไม้เดียว

แต่จักรวาลของเอ็น มีเอ็นอยู่มากมาย แล้วไฮบริดแบบไหนถึงดี เข้ากับไม้ เข้ากับแต่ละคน (หรือแม้แต่ไม่ต้องไฮบริดจะดีกว่า ขึ้น full-bed ก็ดีอยู่แล้ว)

ซึ่งวิธีหนึ่งคือ ใช้ตามที่ “เขาว่าดี” ครับ …555

จึงเป็นที่มาของโพสต์นี้ ที่จะมาแนะนำเอ็นกลมที่น่าสนใจในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา โดยเข้าเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่ง ใน 2 ข้อนี้ คือ

1. มีผู้ซื้อบ่อย ซื้อซ้ำ

2. ได้รับ feedback ที่ดี (ทั้งจากผู้ใช้จริง และประสบการณ์ส่วนตัวผมเอง)

ทั้งนี้เป็นข้อมูลจากร้านเล็กๆท่ามกลางธรรมชาติของผมเอง อาจจะไม่ครอบคลุมเอ็นทุกตัวในตลาด และแตกต่างจากผู้ใช้โซนอื่นๆครับ (เพราะแต่ละร้าน ก็มักมีเอ็นให้บริการแตกต่างกัน)

1. Head Hawk Touch

เส้นตั้งที่นิยม: Head Lynx Tour

Head Hawk Touch เป็นเอ็นนุ่ม ลื่น control ดีครับ พอมาเป็นเส้นนอน ก็ช่วยให้ Head Lynx Tour ซึ่งเป็นเอ็นเหลี่ยมเคลื่อนตัวได้ดีขึ้น

Head Hawk Touch ยังสามารถขึ้นเต็มหน้าได้ เหมาะกับคนที่ตีแรง ต้องการ control บอลที่ความเร็วสูง โปรที่ใช้ก็เช่น Jannik Sinner และ Alexander Zverev และนักกีฬาระดับทีมชาติของไทยคนหนึ่ง (ขึ้นบนไม้กึ่ง power กึ่ง control)

ผมเอง เคยใช้บน Head Prestige Pro และแทบไม่เคยเปลี่ยนเลย (เคยขึ้น Lynx Tour เต็มหน้าแล้วสปินยากกว่า)

2. Restring Sync

เส้นตั้งที่นิยม: Restring Zero, Mach-10, Toroline O-Toro Tour

Restring Sync น่าจะเป็นหนึ่งในเอ็นเส้นนอนที่ “รับจบ” เวลาเจอเอ็นแข็งๆครับ เพราะทั้ง กลม-ลื่น-นุ่ม ผมเองชอบใช้เวลาเจอเอ็น Control ดีๆ สปินดีๆ แต่แข็ง ก็มักเอามาเป็นเส้นนอน อย่างเอ็นเส้นตั้งที่กล่าวถึงข้างบน

มีลูกค้าชอบใช้บนไม้หลากหลาย ส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย เช่น ไม้ T-Fight 305s ส่วนผมเองใช้บน Wilson Blade 98, Pro Staff 97 ครับ

3. Yonex Poly Tour Pro

เส้นตั้งที่นิยม: Yonex Poly Tour Spin, Yonex Poly Tour Strike

เข้าใจว่า ได้รับอิทธิพลจาก Casper Ruud (PT Spin/PTP) และ Ben Shelton (PT Strike/PTP) พอสมควรครับ เพื่อนๆหลายคนเลยอยากลองกัน และมักขึ้นบนไม้ Yonex Ezone เสียเป็นส่วนใหญ่

เสริมนิดครับว่า เคยขึ้น Poly Tour Strike แบบ full-bed บน VCore 98 แล้วตียากมาก (คหสต.) พอมามี Poly Tour Pro เป็นเส้นนอน ก็ตีง่ายขึ้นเยอะ

4. Solinco Hyper-G Round

เส้นตั้งที่นิยม: Solinco Mach-10

สูตรนี้ ทาง Solinco ตั้งชื่อเท่ห์ๆว่า Hyper-Mach ครับ เท่าที่พบเจอ มีผู้ใช้ชอบขึ้นบนไม้ power อย่าง Babolat Pure Drive, Yonex Ezone

5. Solinco Tour Bite Round

เส้นตั้งที่นิยม: Solinco Tour Bite, Tour Bite Soft

สูตรนี้นิยมมากตอนช่วงรอยต่อ ปลายปี 2024 - ต้นปี 2025 จากนั้นพอ Mach-10 ออกก็ลดความนิยมลงไป

ซึ่งหลังจาก Mach-10 เริ่มทรงๆ ก็มีผู้ใช้ผู้ชายกลับมาใช้สูตรนี้อีก ส่วนใหญ่นิยมบนไม้ control ครับ

6. Toroline Caviar

เส้นตั้งที่นิยม: Toroline Wasabi

สูตรนี้ทาง Toroline ตั้งชื่อว่า K-POP

ด้วยความที่ Wasabi เป็นเอ็นแข็งครับ แข็งทุกสี (เขียว ชมพู ทับทิม) ขัดกับสีที่ดูสดใส การจับคู่กับ Caviar ที่เป็นเอ็นกลม-ลื่น-นุ่ม snapback ดีจึงช่วยลดความโหดของ Wasabi ลงได้เยอะ

7. Tecnifibre Razor Soft

เส้นตั้งที่นิยม: Tecnifibre Razor Code, Head Lynx Tour

คู่ Tecnifibre Razor Code/Razor Soft นี่ เป็นเอ็นที่เหมาะสำหรับตี flat และ power น้อยครับ (กลมทั้งคู่) ซึ่งไม่แนะนำสำหรับผู้เริ่มต้น - มือใหม่เท่าไร ผมเองเคยขึ้นบนไม้ control ก็ยอมรับว่า ต้องใช้แรงตัวเองล้วนๆ

แน่นอน ผู้ใช้ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ชาย นำไปขึ้นบนไม้ Tecnifibre

ส่วน Head Lynx Tour/ Razor Soft มีลูกค้าขอลอง เพราะสีสวย (ตั้งแชมเปญ นอนสีเขียวมะนาว) บนไม้ Ezone ถ้าจำไม่ผิด กลายเป็นชอบไป ซึ่งแน่นอนว่าสปินดีกว่าคู่แรก

8. Toroline Wasabi X

เส้นตั้งที่นิยม: Toroline Wasabi

คู่นี้ ทาง Toroline ตั้งชื่อเท่ห์ๆว่า Wasabi PRO ครับ คู่นี้แข็ง-เฟิร์มกว่า K-POP

คู่นี้ super control ไม่แนะนำสำหรับมือใหม่ครับ เหมาะกับสายพลังมากกว่า

9. Toroline Enso Pro (rising star)

เส้นตั้งที่นิยม: Solinco Tour Bite Soft

และขึ้นแบบ Full Bed

ตัวอย่างไม้ที่ใช้: Head Speed MP (full bed), Wilson Pro Staff (TB Soft/Enso Pro)

Enso Pro ผมมีติดร้านไว้นานเลยครับ ตัวเองก็ไม่มีเวลาขึ้น กลายเป็นลูกค้าขอลองใช้เพราะชอบสี กลายเป็นดีไป ลูกค้าที่ใช้บน Speed MP บอกว่าฟีลดีมาก มี snapback ด้วย

ลูกค้าผู้หญิงมือใหม่หลายคน ก็นำไปใช้บนไม้ต่างๆกัน 2-3 ไม้ ก็ชอบ (ลูกค้าชอบสีชมพู แต่ไม่กล้าแนะนำ Wasabi Pink)

ผมเองเลยมาลองไฮบริด Tour Bite Soft/Enso Pro บน Pro Staff 97 ก็โอเคเลยครับ ได้ทั้ง control และ feel ไม่ต้องเค้นแรงมาก

10. Genesis NEW (rising star)

เส้นตั้งที่นิยม: Yonex Poly Tour Rev

ตัวอย่างไม้ที่ใช้: Head Boom MP (ม่วง/มินต์), Yonex Percept 100D (มินต์/มินต์)

อันนี้ขึ้นมาแบบงงๆ

Genesis NEW มีคุณสมบัติครบสำหรับเส้นนอนครับ กลม-ลื่น-นุ่ม และสวย ผมเองรอมานาแล้ว เพราะอยากใช้เอ็น Yonex Poly Tour Rev สีมินต์บน Percept 100D แต่ไม่ชอบความแข็ง

พอเจอ Genesis NEW ผมเลยจับมาเป็นเส้นนอน แค่นั้นแหละ BOOM!

Stringbed โดยรวมนุ่ม สปินดี วิถีบอลโค้งเหนือเน็ตดี (ข้อเสียของ Percept 100D คือวิถีบอลเรียดเน็ตมาก)

และยังมีลูกค้าผู้หญิงที่ใช้ Head Boom ก็ชอบไฮบริด Poly Tour Rev (ม่วง)/Genesis NEW (มินต์) ครับ มาขึ้นซ้ำอีกเมื่อเช้า บอกว่าตีง่ายขึ้นเยอะ (เดิมใช้ Toroline Wasabi) แต่ยังคงสีสวย (รูปใน Comment)


ก็ขอสรุปรวบรัดประมาณนี้ครับ

อย่างที่บอกว่าจักรวาลของเอ็นมีเยอะมาก ถ้าเพื่อนๆท่านไหนมีประสบการณ์ดีๆกับเอ็นตัวไหน/คู่ไหน มาเล่าแบ่งปันกันได้ครับ ขอบคุณครับ

(String Story) ลองเอ็น Genesis Trionic เอ็น 3 เหลี่ยมเน้นสปิน (+ เทียบคู่แข่งโดยผล Lab)เอ็นจากค่าย Genesis น่าจะมีมา 10 ...
19/11/2025

(String Story) ลองเอ็น Genesis Trionic เอ็น 3 เหลี่ยมเน้นสปิน (+ เทียบคู่แข่งโดยผล Lab)

เอ็นจากค่าย Genesis น่าจะมีมา 10 กว่าปีแล้วครับ (ราวๆปี 2012) แต่บ้านเรามักจะไม่ค่อยมีคนพูดถึง อาจจะเพราะไม่เข้าไทย หรือมีเข้ามานานๆที

ซึ่งความเป็นจริง ก็เป็นสปินที่ใช้ได้ตัวนึงเลย

และโพสต์นี้ จะขอเล่าประสบการณ์การใช้เอ็น Genesis Trionic 18/1.20mm เท่าที่ได้ลอง โดยไฮบริดกับ Head Hawk Touch 18/1.20mm ขึ้นบน Babolat Pure Drive 2025

— ทำไมต้องไฮบริด? –

ด้วยความที่เป็นเอ็น 3 เหลี่ยม ทำให้ผิวสัมผัสน้อย เลยขอใช้เอ็นกลม-ลื่น นุ่ม เน้น control อย่าง Head Hawk Touch มาเป็นเส้นนอนครับ

อีกเหตุผลนึงคือ สีดำเหมือนกัน

– เมื่อมาอยู่บน Babolat Pure Drive –

เอาจริงๆผมไม่ได้ใช้ Pure Drive มาก่อนครับ มียืมเพื่อนมาตีที 2 ทีก็คืน เช่นตัวเก่าปี 2021 ก็หัวหนักไป แข็งไป

ส่วนตัวนี้ของผม กลายเป็นหัวเบาไป (วัด swing weight หลังขึ้นเอ็นได้ 304 หน่วย) เลยทำให้ timing การตีขาดๆเกินไปไปหน่อยครับ

แต่ผมจะขอสรุปประสบการณ์รวมๆของการใช้เอ็นไฮบริด Genesis Trionic/Head Hawk Touch ที่ความตึง 51/49 ปอนด์ บนไม้นี้แล้วกัน

ข้อดี:

(+) จากท้ายคอร์ท สปินดี ลูกไม่เหิน

(+) นุ่ม

(+) คอนโทรลดี ใส่ได้เต็มแรงจากท้ายคอร์ท (แต่ต้องใส่สปินตามปกตินะ)

ข้อด้อย:

(-) ถึงจะเอ็น 3 เหลี่ยม แต่ Approach Shot กลางคอร์ทก็ต้องใส่สปินตามปกติ ไม่งั้นออกหลัง

(-) มวลปะทะน้อย (ผมมาจากไม้ 305 กรัม) ทำให้ต้องใช้แรงบวกเข้าไป แต่โชคดีที่เอ็น control เลยยังคุมบอลให้อยู่ในคอร์ทได้

(-) วิถีบอลไม่ได้โค้งเหนือเน็ตมาก (เมื่อเทียบกับไม้สปินอย่าง Pure Aero)

จะว่าไป สาเหตุที่เลือก Genesis Trionic กับไม้นี้ เพราะอยากได้ Spin Potential ครับ หลังจากขาย Pure Aero 2023 ตัว 300 กรัมไปเพราะไม่เข้ามือ

ซึ่งถ้าจะให้เทียบไม้ 300 กรัม Pure Drive 2025 กับ Pure Aero 2023 ผมก็ยังชอบ Pure Drive มากกว่า อาจจะต้อง custom เล็กน้อยให้เข้ามือมากขึ้น

– เทียบกับเอ็นสปินค่ายอื่นๆ –

ผมขอนำผลจาก Racketpedia มาเทียบครับ เพราะบอกตามตรง ผมใช้ความรู้สึกแล้วแยกความแตกต่างได้ยากในบางด้าน

แต่ผล lab ในบางหัวข้อ ก็ขัดๆกับประสบการณ์ที่เคยเจอมาเหมือนกัน เอาเป็นว่าเพื่อนๆลองดูก็ได้ครับ

(ซึ่งตอนท้าย ผมมีความเห็นจากการใช้งานจริงของเอ็นแต่ละตัวสั้นๆ)

คู่เทียบ:

- Babolat RPM Blast 17/1.20mm

- Restring Zero 17/1.23mm

- Hyper-G Soft 17/1.20mm

- Head Lynx Tour Champaign 18/1.20mm

ขอบอกแค่ผู้ชนะ และอันดับรองลงมา ในแต่ละด้านนะครับ

ด้าน Spin: Head Lynx Tour สูงสุด รองลงมา Genesis Trionic และ Restring Zero

ด้าน Power: Genesis Trionic และ Babolat RPM Blast คะแนนสูงสุด

ด้าน Stability: Head Lynx Tour คะแนนสูงสุด Restring Zero/Solinco Hyper-G Soft รองลงมา

ด้าน Comfort: Genesis Trionic/Solinco Hyper-G Soft คะแนนสูงสุด Head Lynx Tour รองลงมา

ด้าน Tension Holding: Genesis Trionic และ Hyper-G Soft คะแนนสูงสุด

จะเห็นว่า Genesis Trionic มี performance รวมๆที่ดี แต่ส่วนตัว ผมยังคิดว่าควรจะไฮบริดกับเอ็นกลมอยู่ดี เพราะผิวสัมผัสน้อยจากความเป็นเอ็น 3 เหลี่ยม ในขณะที่เอ็นคู่แข่งอื่นๆสามารถขึ้นเต็มหน้าได้

– ความตึงที่แนะนำ –

จาก RacketPedia เขามีช่วงความตึงที่แนะนำครับ ที่น่าแปลกใจคือ เขาแนะนำว่า Genesis Trionic 18/1.20mm ควรขึ้นในช่วง 22-26 kg (48.5 - 57 ปอนด์)

ในขณะนี่เอ็นคู่เทียบข้างต้น เขาแนะนำที่หย่อนกว่า คือ 18-22 ปอนด์ (ราวๆ 39.7 - 48.5 ปอนด์)

– ผล Lab vs ประสบการณ์ตรง –

อย่างไร ผล lab ก็ไว้เป็นข้อมูลประกอบได้ครับ แต่ไม้แต่ละไม้ก็ต่างกัน (เช่น ความกว้างหน้าไม้, string pattern, stiffness) หรือลักษณะการตีของแต่ละคนก็ต่างกัน ความแข็งแรงก็ต่างกัน

ประสบการณ์ตรงจากการใช้จริง ก็ยังมีส่วนสำคัญอยู่ดีครับ

สำหรับผม ประสบการณ์ส่วนตัวที่ผ่านมาจากการใช้เอ็นกลุ่มนี้ ใช้ความรู้สึก ไม่ใช่ตัวเลข นิยามสั้นๆคือ

- Genesis Trionic 18/1.20mm => สปินดี นุ่ม control ดี วิถีบอลไม่สูง

- Restring Zero 17/1.23mm => สปินดี แข็งเฟิร์ม control ดี ชอบไฮบริดกับ Sync มากกว่า (ลดความแข็งลง)

- Hyper-G Soft 17/1.20mm => นุ่ม power มากมาย พอเริ่มหย่อน จะตีล้นแบบงงๆ (ชอบใช้กับไม้ power น้อย)

- Babolat RPM Blast 17/1.20mm => สปินดี แข็ง power น้อย

- Head Lynx Tour Champaign 18/1.20mm => ไม่นุ่มไม่แข็ง สปินดี ฟีลดี (แต่เบอร์ 17 แข็ง)

เอ็นสปินดีๆยังมีอีกหลายตัวจากค่ายต่างๆครับ เช่น MSV Focus Hex, Volkl Cyclone, Mayami Big Spin, Yonex Poly Tour Spin, Tecnifibre 4S, Toroline Wasabi/O-Toro

นี่ยังไม่รวมว่าค่ายเดียวกัน ก็มีเอ็นสปินดีตัวอื่นๆอีก ซึ่งคงยกมาได้ไม่หมด

หวังว่าโพสต์นี้จะช่วยให้พอเห็นว่าเอ็น Genesis Trionic อยู่ประมาณไหนท่ามกลางเอ็นสปินอื่นๆครับ

ถ้าสนใจ ผมทิ้ง link ไว้ใน comment ครับ ขอบคุณครับ

[Read & Rally] Stan's Search for Meaning (ความหมายในชีวิตของ Wawrinka)*โพสต์นี้ ได้แรงบันดาลใจจากหนังสือ Man's Search fo...
11/11/2025

[Read & Rally] Stan's Search for Meaning (ความหมายในชีวิตของ Wawrinka)

*โพสต์นี้ ได้แรงบันดาลใจจากหนังสือ Man's Search for Meaning (ชีวิตไม่ไร้ความหมาย) ครับ

Novak Djokovic เพิ่งพูดถึง Stan Wawrinka ไว้ครับ ผมว่าเพื่อนๆน่าจะคิดเหมือนกัน

“เขาเป็นนักเทนนิสที่ “ไม่ได้รับการยกย่องเท่าที่ควร” และ “ถูกประเมินต่ำกว่าความเป็นจริง” ทั้งที่คว้าแชมป์แกรนด์สแลมมาแล้วถึง 3 ครั้ง

ผู้คนมักลืมเขาและสิ่งที่เขาทำได้สำเร็จไป ทั้งที่ในความเป็นจริง เขาประสบความสำเร็จมากกว่านักเทนนิสกว่า 90% ตลอดประวัติศาสตร์ของวงการนี้เลยทีเดียว”

แต่โพสต์นี้ จะไม่ได้พูดเรื่องเทคนิคใดๆ หรือความสำเร็จใดๆของ Wawrinka ครับ แต่จะมาดูแนวคิดของนักเทนนิสหนุ่มใหญ่วัย 40 คนนี้ ที่ยังลงแข่งอยู่ มีแพ้บ้าง - ชนะบ้าง

นี่คือโพสต์ของ Wawrinka ในแพลตฟอร์ม X ถึงแฟนๆทั่วโลกของเขา ซึ่งขอตัดมาบางส่วนครับ (โพสต์จริงอยู่ใน comment)

—-----------------

“Passion ไม่เกี่ยวกับผลการแข่งขันเสมอไป แต่มันคือการผลักดันตัวเองไปยังขีดจำกัด

ผม OK ที่จะไม่ชนะ Grand Slam อีก

ผม OK ที่จะไม่อยู่ใน Top 10 อีก

แต่ผมรักกระบวนการที่จะผลักดันตัวเองไปสู่ขีดจำกัด

ผมรู้ว่าวันสุดท้ายของอาชีพนี้จะมาสักวันหนึ่ง แต่กว่าจะถึงวันนั้น ผมจะสู้ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

ถึงแฟนๆทุกคนทั่วโลกที่สนับสนุนผม ถึงแฟนๆที่บาเซิลในสัปดาห์นี้

ขอบคุณ ❤️🙏🏻🌎🫶🏻 มันมีความหมายกับผมมาก

นั่นคือเหตุผลที่ผมยังคงผลักดันตัวเอง”

— Stanislas Wawrinka
—-----------------

ผมว่า สถานการณ์นี้ ตรงกับแก่นของหนังสือ ที่เขียนโดย วิคเตอร์ อี. ฟรังเคิล (Victor E. Frankl) ที่ค้นพบแนวคิดนี้ตอนถูกขังอยู่ในค่ายกักกันของนาซี สูญเสียทุกอย่าง คิดว่าตัวเองต้องจบชีวิตที่นั่นแล้ว

ในช่วงที่ชีวิตตกต่ำสุดขีด แทบไร้ความหวัง เขาค้นพบสิ่งที่มีความหมายกับชีวิตจริงๆครับ

– Logotherapy = เทอราปี ผ่านความหมายของชีวิต –

ผู้เขียนค้นพบว่า สิ่งที่ทำให้ชีวิตมีความหมายจริงๆ ไม่ใช่ ความสุข อำนาจ

แต่คือ “เจตจำนงเพื่อความหมายบางอย่าง” (ภาษาอังกฤษเขาใช้คำว่า Will to Meaning ซึ่งหาคำไทยได้ยากมาก)

ซึ่งส่วนตัว ผมคิดว่าคือสิ่งที่ทำให้ “อิ่มเต็มในใจ” ครับ อารมณ์เหมือน พ่อ-แม่ที่เห็นลูกเติบโต ครู(แท้ๆ)ที่อยากเห็นความสำเร็จของลูกศิษย์ และก็ยังอยากทำอาชีพนี้ต่อไป

พูดง่ายๆ คือคนๆหนึ่ง อยากส่งต่ออะไรให้ผู้อื่น (หรือสังคมที่ตัวเองอยู่)
ซึ่งผู้เขียน ให้ชื่อหลักการนี้ว่า Logotherapy (โลโกเทอราปี)

– Logotherapy ในกรณี Stan Wawrinka –

ลองแกะๆจากคำพูดของ Wawrinka เพื่อเทียบกับแนวคิด Logotherapy จะได้ประมาณนี้ครับ

– 1. Will to Meaning –

“ไม่เกี่ยวกับผลการแข่งขันเสมอไป แต่มันคือการผลักดันตัวเองไปยังขีดจำกัด”

– 2. ทัศนคติที่เป็นอิสระ (Freedom of Attitude) –

“ผม OK ที่จะไม่ชนะ Grand Slam อีก ผม OK ที่จะไม่อยู่ใน Top 10 อีก”

– 3. ความหมายของชีวิต ผ่านความยากลำบาก (Meaning through Struggle) –

“ผมรักกระบวนการที่จะผลักดันตัวเองไปสู่ขีดจำกัด”

– 4. ก้าวข้ามเรื่องของตนเอง ส่งมอบคุณค่าให้ผู้อื่น (Self-Transcendence) –

“ถึงแฟนๆทุกคนทั่วโลกที่สนับสนุนผม .. มันมีความหมายกับผมมาก .. นั่นคือเหตุผลที่ผมยังคงผลักดันตัวเอง”

กรณีของ Wawrinka เป็นตัวอย่างหนึ่งของ logotherapy เลยครับ แต่ผ่านกีฬา Tennis

ความหมายของชีวิตช่วงนี้มันไม่ใช่เรื่องผลการแข่งขันแล้ว เขาหา “ความหมายใหม่” จากช่วงที่ตัวเองมีข้อจำกัด และตั้งเป็น “วัตถุประสงค์ของชีวิต (purpose)”

– Logotherapy ใกล้ตัว –

เมื่อวาน ผมได้พูดคุยกับผู้อาวุโสท่านหนึ่งที่คอร์ทที่สอนเทนนิสฟรีให้กับผู้เริ่มต้น (ทำมานานแล้ว) หลังจากไม่เจอกันเกือบปี

ผู้อาวุโสท่านนี้อาจจะไม่ใช่โค้ชมืออาชีพ ไม่ผ่านการอบรมใดๆ แถมยังมีเคยมีปัญหาสุขภาพรบกวน แต่ตอนนี้ก็ยังตีเทนนิสได้เกือบทุกวัน

สิ่งที่ผู้อาวุโสท่านนี้ทำ ไม่ใช่เรื่องของเงินแน่ๆ ซึ่งผมไม่อยากเดาว่าเพราะอะไร แต่ผมว่าน่าจะเกี่ยวกับ “ความหมายของชีวิต” อาจจะเป็นเรื่องสุขภาพ (ของตัวเอง) หรือ “ความอิ่มเต็ม” จากการให้

(ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ได้เปรียบเทียบการการสอนที่มีค่าใช้จ่ายนะครับ เพราะนั่นคืออาชีพ)

อีกเรื่องคือ ที่ผ่านๆมาก็มีกัลยาณมิตร รวมถึงผู้ใหญ่บางท่านได้ “แบ่งปัน” ให้ผมอยู่บ้างในเรื่องเกี่ยวกับเทนนิส

นั่นก็เป็นสาเหตุหนึ่ง ที่ผมเองก็ใช้ช่องทางนี้แบ่งปันต่อไปอีกที ถ้ามีโอกาส เหมือนเป็น “The Messenger” นั่นเอง

นี่ก็น่าจะเป็นตัวอย่างของคำว่า Logotherapy ได้บ้างเหมือนกันครับ

สุดท้าย สำหรับใครที่ต้องเจอช่วงเวลาที่เหมือนจะ “สูญเสีย” อะไรบางอย่าง

หลักคิดของ Stan Wawrinka ที่นิยามความหมายใหม่ มีทัศนคติที่เป็นอิสระ (Freedom of Attitude) ไม่อิงกับค่านิยมที่คนส่วนใหญ่ยึดถือ ในเวลาที่ condition เปลี่ยน (ในกรณีของเขาคือ “ร่างกาย”)

รวมถึงการ “ส่งมอบคุณค่า”

น่าจะเป็นไอเดียประกอบการเริ่มต้นใหม่ครับ ขอบคุณครับ

Biomechanics(4): แกะรอย Return Serve แบบ Novak ในมุมชีวกลศาสตร์นี่ก็เป็นอีกเรื่อง ที่มือสมัครเล่นอย่างเราๆซ้อมกันน้อยครั...
05/11/2025

Biomechanics(4): แกะรอย Return Serve แบบ Novak ในมุมชีวกลศาสตร์

นี่ก็เป็นอีกเรื่อง ที่มือสมัครเล่นอย่างเราๆซ้อมกันน้อยครับ

อย่างการซ้อมเสิร์ฟ เราซ้อมคนเดียวได้ แต่การซ้อม Return Serve ก็ต้องหาเพื่อนร่วมอุดมการณ์มาเสิร์ฟให้เรา Return

…ซึ่งก็หาได้ไม่ง่าย (งั้นให้โค้ช/knocker มาเสิร์ฟให้ละกัน)

– การ Return Serve 3 แบบ ที่เราอาจจะเจอค่ำนี้ –

ในก๊วนมือสมัครเล่นของเรา ลูกเสิร์ฟอาจจะไม่ได้แรงมาก เราอาจจะเจอ (หรือได้ใช้) การ Return Serve 1 ใน 3 แบบนี้ครับ

1. ใช้วง Groundstroke ปกติ (เพราะบอลไม่ได้เร็วมาก มีเวลา จัดร่างกายทัน)

2. Return Lob (ในการเล่นคู่ ก็ Return Lob ไปข้างหลังมือหน้า ซึ่งมือคู่ระดับโลกก็ใช้กัน)

3. Chip & Charge (มืออาวุโสหน่อย ก็ step เข้าไปหาบอลแล้ว Slice ให้ลูกลงต่ำเรียดๆพื้น หรือ Chip, แล้วก็ step ต่อไปหน้าเน็ต หรือ Charge เพื่อดัก volley)

แต่นี่ไม่ใช่วัตถุประสงค์หลักของโพสต์นี้ครับ (แค่อยากยกให้ฟังว่าการ Return Serve มีหลายแบบ)

โพสต์นี้จะถือโอกาสที่เราได้ดูเทนนิสในยุคที่มี Novak Djokovic ที่ว่ากันว่าเป็น The Best Returner of All Time

เลยจะมาแกะรอยการ Return Serve ของเขา ผ่านมุมมองของ BIOMEC กันครับ เผื่อเราจะนำไปปรับใช้ได้บ้าง

– แกะรอย Novak’s Return of Serve ใน 4 ขั้นตอน –

ก่อนอื่น สิ่งที่อธิบาย มีคลิปสั้นๆประกอบใน Comment ครับ

1. การยืน (stance)

ตำแหน่งการยืนจาก Baseline ทั้ง Serve 1 และ Serve 2 แต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่ก็ขึ้นกับคุณภาพลูกเสิร์ฟ สไตล์การเสิร์ฟของคู่แข่ง พื้นคอร์ต และกลยุทธ์ของผู้ return serve ด้วย

สำหรับ Novak บนคอร์ตดิน เขามักจะยืนลึกหลังเส้น Baseline ไปราวๆ 2 เมตร และ 1 เมตรสำหรับ Serve 1 และ Serve 2 ตามลำดับ (ยังไม่มีข้อมูลคอร์ตอื่นๆ)

เขามักยืนขากว้าง 2 เท่าของช่วงไหล่ เพื่อให้เสถียร (จุด Center of Gravity หรือ CG ต่ำ) ช่วยเรื่องแรงระเบิดออกตัว ไม่ว่าจะต้องพุ่งไปรับทางไหน

2. Split Step -> โถมเข้าหาบอล -> Unit Turn

เขาจะเริ่มจาก Split Step แล้วโถมเข้าไปหาบอล ด้วยการวางเท้าที่เหมาะสมตามทิศทางบอลที่เข้ามา แล้วหันตัว (Unit Turn) อย่างรวดเร็ว

จุดสำคัญ (ที่เราอาจจะทำได้ไม่เหมือนเขา) คือ เขาอ่านบอลว่าจะเข้ามาทาง Forehand หรือ Backhand โดยอาศัยข้อมูลจากคู่แข่ง ไม่ว่าจะเป็นการโยนบอล, การยืน, swing path

และระดับนี้ น่าจะมีการศึกษาวิดีโอคู่แข่งมาอย่างดีแล้ว

ทั้งหลายทั้งปวง ทำให้เขาสามารถ split step แล้วโถมไปถูกทาง

การก้าวไปหาบอล เขาจะย่อเท้าด้านนอก เพื่อสร้างแรงระเบิดตอนยืด (pre-stretching -> releasing) ซึ่งกรณีของเขาที่ถนัดขวา การ return ด้วย Forehand จะเป็นการโหลดขาขวา

การ Unit Turn อย่างรวดเร็วช่วยให้เขาไม่ต้อง Backswing ยาว เพียงแค่ compact backswing แล้วใช้พลังจากกล้ามเนื้อมัดใหญ่ ซึ่งก็คือขาในจังหวะ ย่อ-ยืด และ core body โถมเข้าบวกสู้แรงของบอล

3. Backswing และ Drive บอล

การ Backswing ก็ขึ้นกับจังหวะ เวลา และกลยุทธ์เช่นกัน

Navak มักใช้การขโมยเวลาจากคู่แข่ง (จะเห็นตั้งแต่ตำแหน่งยืนที่ใกล้เส้น Baseline แล้ว) เขายังตีบอลจังหวะบอลขึ้น (on the rise) และยืมความเร็ว/แรงของบอลจากคู่แข่ง (เขาจึง backswing สั้นๆ) แล้ว Drive บอลที่จุดกระทบระดับไหล่

จากข้อก่อนหน้า เขามีการย่อ-ยืดเข่า ซึ่งเป็นการใช้แรงดันจากพื้นด้วยแล้ว จังหวะพุ่งไป จะมี นน.ของเขาเข้าช่วย แขนจึงทำงานไม่มาก ก็ Drive บอลไปได้

อย่างไรก็ดี เขาไม่ได้ใช้ backswing สั้นๆ (compact swing) เสมอไป เช่นถ้าเจอ Serve 2 ที่ช้าของคู่ต่อสู้บางคน หรือคอร์ทช้า เขาก็ปรับไปใช้ backswing ที่ยาวขึ้นได้

แถมยังมีบ้างเหมือนกัน ที่เขาไม่ได้ใช้การ Drive บอล แต่เป็นการ Chip บอล (คล้ายๆ Slice แต่ swing path สั้นกว่า) ซึ่งลูก Chip Return นี้ Stan Wawrinka ก็ชอบใช้ ซึ่งข้อดีคือจะดูดซับความแรงของบอล และลูกตกแล้วจะไม่ค่อยเด้ง

4. ท่าจบ (Follow Through)

สำหรับ Novak ที่ชอบ Return ไปลึก เขาก็มักจะจบที่ระดับไหล่

จุดหนึ่งที่อยากให้สังเกตเพิ่ม คือกรณี Forehand Return (ด้วยมือขวา) มือซ้ายของเขาจะช่วย balance ในจังหวะเคลื่อนไหวร่างกายด้วย

– มองในมุม BIOMEC –

B - Balance:
ดูได้จากที่เขายืนกว้างครับ (2 เท่าของช่วงไหล่) ทำให้จุด CG ต่ำ ฐานแน่น และจะช่วยสะสมพลังเตรียมระเบิดออกตัว

I - Inertia:
จังหวะต่อเนื่องที่เริ่มจาก Split Step ตามด้วยก้าวไปหาบอล และ Unit Turn เป็นการเคลื่อนไหวที่ไม่กว้างมาก แต่เอาชนะ Resisting Inertia ได้

O - Opposite Force:
การย่อขานอก อาศัยแรงที่เท้าทำกับพื้นดิน (แนวดิ่ง) รวมถึงการก้าวไปหาบอลเพื่อรอ “บวก” ก็เป็นการ “สวน” แรงที่บอลพุ่งมา ซึ่งก็เป็น Opposite Fore แนวราบครับ

M - Momentum:
จากขั้นตอนข้างต้น จะเห็นว่าเขาใช้ Momentum จากตัวเอง+ไม้ บวกกับ Momentum ของบอล ช่วยให้บอลมีน้ำหนัก ในขณะที่ใช้แรงแขนตัวเองน้อยลง

E - Elastic Energy:
ใช้ในจังหวะโหลดขา, Unit Turn และ Backswing เพื่อสะสมพลัง และปลดปล่อยพลัง (Pre-stretching & Releasing)

C - Coordination Chain:
ด้วยแรงจากพื้น -> เท้า -> สะโพก -> กลางลำตัว -> ไหล่ -> แขน -> racquet

จากที่เล่ามาข้างต้น น่าจะพอเห็นในมุมของ Biomechanics จากการ Return Serve ของ The Best Returner of All Time (อย่างน้อยก็ ณ ตอนนี้) บ้างนะครับ

เพื่อนๆมีสิ่งใดเพิ่มเติม หรือแนะนำ เชิญได้เลยครับ ขอบคุณครับ

Biomechanics(3): มองเรื่อง Serve ในมุมชีวกลศาสตร์ทุกแต้มในเทนนิส ต้องเริ่มต้นด้วยการ Serve แต่กลายเป็นว่า นักเทนนิสมือสม...
03/11/2025

Biomechanics(3): มองเรื่อง Serve ในมุมชีวกลศาสตร์

ทุกแต้มในเทนนิส ต้องเริ่มต้นด้วยการ Serve

แต่กลายเป็นว่า นักเทนนิสมือสมัครเล่นส่วนใหญ่ มักจะ “ให้เวลากับการฝึก” น้อย

พอฝึกน้อย ก็ไม่มั่นใจ พอลงไปเล่นเซ็ตก็เสิร์ฟแปะๆ เพื่อให้ลูกลงคอร์ทไว้ก่อน

ซึ่งการเสิร์ฟแปะๆ เป็นการใช้แขนเสียส่วนใหญ่ ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากส่วนอื่นๆของร่างกาย แรงจากพื้นเท่าที่ควร

– ทำไมโปรแต่ละคนท่าเสิร์ฟต่างกัน? –

ถ้าดูจากสายตาคนธรรมดา (ไม่ใช่สายตาของโค้ช ยังไม่พูดถึงเทคนิค) ก็จะเห็นว่านักเทนนิสบางคน เสิร์ฟต่างจากคนอื่น มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่น

Francis Tiafoe ก็จะยืนเท้าทั้ง 2 ข้างแคบหน่อย

หรือ Elena Rybakina จอมเสิร์ฟ Ace ฝั่ง WTA ก็จะมีจังหวะที่จะบิดตัวไปข้างหลังที่ชัดเจนนิดนึง (เหมือนขับรถเข้าโค้งไม่ smooth) แต่ไม่ใช่เรื่องผิด แค่เป็นเอกลักษณ์ของเธอ

Roger Federer ก็ยืนเท้ากว้าง เคลื่อนไหวไหลลื่นไม่สะดุด

ส่วน Nick Kyrgios ดูยังไงก็ทรงนักบาส เหมือนจะกระโดด Slam Dunk

ในความเป็นจริง เป็น Style ของแต่ละคนครับ ดังที่เคยเล่าไว้ในโพสต์แรกว่า

Biomechanics = กฎ/หลักการ;

Technique = การนำไปใช้

ซึ่งแต่ละคน ก็จะมี Style ต่างกัน (เช่นบางคนโยนสูง บางคนโยนต่ำ บางคนแยกเท้า บางคนลากเท้ามาชิดกัน)

และถึงแม้จะเป็นโปรแล้ว ก็ยังมีการปรับท่าเสิร์ฟบ่อยๆ อีกทั้งในมุมของของโค้ชบางคน ก็ยังเห็นจุดบกพร่องของโปรบางคนบ้าง

ดังนั้น เพื่อให้ชีวิตง่ายขึ้น เราคงไม่ไปจับผิด เรื่องเล็กๆน้อยๆ แต่จะดูที่ Serve Fundamental ผ่านมุมมอง Biomechanics ครับ

– ตอน Serve ใช้เรื่องชีวกลศาตร์แบบไหน? –

B - Balance:

จะเป็นเรื่องการยืนตอนเริ่มต้น ผู้เริ่มต้นอาจจะยืนไม่มั่นคง แค่จะถ่ายน้ำหนักก็รู้สึกจะเซ แน่นอน เราเสียความมั่นใจตั้งแต่เริ่ม

และจังหวะสุดท้ายหลังจากเสิร์ฟเสร็จ (หลังจากตีบอลและ follow through) ก็อาจจะเซไปด้านข้าง หรือข้างหน้า ทำให้ต่อยอดไป recover คอร์ทลำบาก

I - Inertia:

จะเป็นเรื่องของการเอาชนะ Resting Inertia ครับ (เพราะตอนแรก ร่างกายเราอยู่นิ่ง การจะเคลื่อนไหวก็ต้องออกแรงสู้สภาวะนิ่งที่เป็นอยู่เดิม)

ขั้นตอนการเสิร์ฟ เราต้อง ย่อเข่า - หมุนตัว เพื่อเตรียมระเบิดแรง (กระโดดและตีบอล) ซึ่งก็ต้องอาศัยร่างกาย - กล้ามเนื้อที่แข็งแรงด้วย

O - Opposite Force:

ชัดเจนที่สุดก็ตอนย่อเข่าครับ เราจะอาศัยแรงจากพื้นเพื่อกระโดด (แรงที่เราทำกับพื้น ก็จะมีขนาดของแรงที่เท่ากันทำกลับมายังร่างกายของเรา)

อีกจุดหนึ่ง ก็คือจังหวะ Landing หลังจาก Serve จะมีแรงตรงข้าม ทำให้ขาข้างหนึ่งของเราจะชี้ไปข้างหลังเหมือนหางแมงป่อง (Scorpion Landing)

M - Momentum:

การเสิร์ฟจะใช้ Momentum ในแนวดิ่ง (Vertical Momentum) และ Angular Momentum ก็คือจังหวะที่เราบิดสะโพกและลำตัว

E - Elastic Energy:

การย่อเข่า ก็เป็นเรื่องของ Elastic Energy ซึ่งมีจุดที่แนะนำคือ “อย่าย่อนานเกินไป” ให้มองเป็นกระบวนการต่อเนื่อง ดูแล้วลื่นไหล (จินตนาการท่าเสิร์ฟของ Federer ครับ)

การอย่าทิ้งจังหวะนานเกินไปนี้ รวมถึง stroke อื่นๆด้วยครับ (การย่อ แล้วยืด จะใช้คำว่า Pre-stretching และ Releasing)

C - Coordination Chain:

เป็นภาพต่อเนื่องของการเสิร์ฟทั้งหมด ที่เน้น timing ที่เหมาะสม

– แล้วปัญหา Classic ของการเสิร์ฟ มีอะไรบ้าง? —

1. โยนบอลไม่ตรง

ปัญหาที่ตามมา ตัวเราจะไม่ Balance จังหวะจะตี อาจจะทำให้ Contact Point ไม่ดีครับ เคลื่อนไหวผิด อาจจะบาดเจ็บตามมา

2. ไม่ได้ถ่ายน้ำหนัก

3. ไม่ได้ใช้ร่างกายหมุน (สะโพก ลำตัว)

4. ศีรษะตกเร็วเกิดไป

มักจะทำให้ timing เสีย หรือ contact point พลาด

วิธีแก้ คือมองลูกกระทบไม้และคงศีรษะไว้สักเสี้ยววินาทีหนึ่งครับ ยังไม่ต้องรีบมองผลงานของเรา

5. ไม่ได้เร่งหัวไม้จังหวะจะตีบอล

เป็นเรื่อง Momentum ผลคือจะทำให้ลูกไม่แรงอย่างที่ควรจะเป็น

—-------

โพสต์นี้ขอพูดเฉพาะเรื่อง Serve ครับ ตอนแรกกะจะพ่วงการ Return Serve ด้วย แต่ดูแล้ว มีลักษณะต่างออกไป แยกดีกว่า

เพื่อนๆเจอเคส classic อะไรกับบ้าง เล่าให้ฟังกันได้ครับ ขอบคุณครับ

ที่อยู่

56 Moo 14, Saladaeng, Bang Nam Priao
Chachoengsao
24000

เวลาทำการ

จันทร์ 10:00 - 05:30
อังคาร 10:00 - 17:30
พุธ 10:00 - 17:30
พฤหัสบดี 10:00 - 17:30
ศุกร์ 10:00 - 17:30
เสาร์ 10:00 - 17:30
อาทิตย์ 10:00 - 15:00

เบอร์โทรศัพท์

+66896999927

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Racket Storyผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Racket Story:

แชร์