Abdul Book ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก Abdul Book, ร้านหนังสือ, 48/91 ม. 14 ซอยวัดป่าอดุลยราม 1/5 ถ. มิตรภาพ ต. ในเมือง อ. เมือง, Khon Kaen.

24/08/2026

Waking up with: ซีโมน เดอ โบวัวร์
ซีโมน เดอ โบวัวร์ (Simone de Beauvoir) นักปรัชญา นักเขียน และนักคิดสตรีนิยมชาวฝรั่งเศส ผู้มีบทบาทสำคัญต่อแนวคิดเรื่องเสรีภาพ อัตถิภาวนิยม และสถานะของผู้หญิงในสังคม โดยผลงานของเธอไม่ได้จำกัดอยู่แค่แวดวงปรัชญา แต่ครอบคลุมทั้งนิยาย บันทึกอัตชีวประวัติ และงานสารคดีเชิงความคิด
ผลงานที่ทำให้เธอกลายก้าวเข้ามาเป็นหนึ่งในนักคิดคนสำคัญของศตวรรษที่ 20 คือ The Second Sex(1949) ที่ตั้งคำถามว่าเหตุใดผู้หญิงจึงถูกทำให้กลายเป็นอีกเพศหนึ่ง และกลายเป็นรากฐานสำคัญของความคิดสตรีนิยมสมัยใหม่ ขณะที่ผลงานอย่าง She Came to Stay, The Mandarins และ Memoirs of a Dutiful Daughter สะท้อนความสนใจของเธอต่อความสัมพันธ์ เสรีภาพ การเลือก และชีวิตของมนุษย์ได้อย่างลึกซึ้ง
ตลอดชีวิต โบวัวร์ยังเป็นนักเขียนที่ทำงานอย่างสม่ำเสมอ เธอเคยพูดถึงกิจวัตรของตัวเองว่า การทำงานไม่ได้เป็นเพียงหน้าที่แต่เป็นสิ่งที่เธอมีความสุขกับมันได้ในทุกๆ วัน
ซีโมนไม่ได้เป็นคนที่ตื่นเช้ามากเท่าไหร่ ออกจะไปช่วงสายเสียหน่อยด้วย แต่ไม่ว่าจะเป็นเวลาเท่าไหร่ เธอจะอ้อยอิ่ง ดื่มชา แล้วค่อยเริ่มทำงานในเวลา 10.00 น. จนถึง 13.00 น. หากนั่งทำงานแล้วติดลม ก็อาจบวกเวลาเพิ่มจากเดิมประมาณ 15–30 นาที เพื่ออ่านสิ่งที่เขียนไว้เมื่อวันก่อนและแก้ไขบางส่วน ก่อนจะเขียนต่อในช่วงเย็น
ช่วงบ่ายหรือหลังทำงานเสร็จ ซีโมนจะกินอาหารกลางวันและร่วมพบปะเพื่อนในแวดวงเดียวกัน พร้อมกับฌอง-ปอล ซาร์ตร์ วงสนทนานั้นดำเนินไปจนถึง 17.00 น. ก่อนจะแยกย้ายในที่สุด ซีโมนและซาร์ตร์จะนั่งทำงานช่วงเย็นด้วยกัน จนถึง 21.00 น. แม้ช่วงทำงานรอบเย็นจะทิ้งเวลานานจากช่วงเช้าไปหน่อย แต่เธอบอกว่าการปะติดปะต่อความคิด ไม่ได้เป็นปัญหาเท่าไหร่นัก
เมื่อชั่วโมงงานที่สร้างขึ้นเองจบลง ทั้งคู่ขยับย้ายไปยังห้องของซีโมน เพื่อใช้เวลาพักผ่อนร่วมกัน นั่งคุยอ้อยอิ่ง มีเพลงโปรดบรรเลงอยู่เบื้องหลัง นับว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่ ส่งเสริมกับทั้งในด้านหน้าที่การงานและชีวิตประจำวันได้อย่างครบถ้วน ไม่แปลกที่เธอมักกล่าวว่า การทำงานเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างชีวิตและความสุขของเธอ
อ้างอิงจาก
https://www.theparisreview.org/interviews/4444/the-art-of-fiction-no-35-simone-de-beauvoir
https://www.themarginalian.org/2012/11/20/daily-routines-writers/

คนรักของนักเขียนและนักเขียนผู้เป็นที่รักต้องบอกว่าสารตั้งต้นของบุ๊คคลับครั้งนี้มาจากวงคุยหนังสือวงหนึ่ง ที่จู่ ๆ ชื่อของ...
20/07/2026

คนรักของนักเขียนและนักเขียนผู้เป็นที่รัก
ต้องบอกว่าสารตั้งต้นของบุ๊คคลับครั้งนี้มาจากวงคุยหนังสือวงหนึ่ง ที่จู่ ๆ ชื่อของ อุรุดา โควินทร์ และ วรรณา ทรรปนานนท์ (ศรีดาวเรือง) ก็ถูกกล่าวถึงขึ้นมาพร้อมกัน ในฐานะทั้งนักเขียนและการเป็นคนรักของนักเขียน และเรารู้ดีว่านอกจาก หยดน้ำหวานในหยาดน้ำตา และ วรรณาคดี ก็ยังมีนักเขียนหญิงอีกไม่น้อยที่สมควรถูกกล่าวถึง ทั้งผ่านผลงาน ชีวิต ตัวตน และจุดยืนที่พวกเธอเลือกแสดงออก

ส่วนคำว่า "คนรักของนักเขียน" ในอีกด้าน เราหยิบยืมมาจากชื่อรวมเรื่องสั้นลำดับที่ 5 ของ บินหลา สันกาลาคีรี นักเขียนผู้ล่วงลับ

"เหมือนบางสิ่งในชีวิตที่เราปล่อยผ่านไปโดยไม่ทันได้จัดการ แล้วมารู้สึกเสียดายเอาในภายหลัง"

ส่งท้ายเทศกาลกับบุ๊คคลับครั้งนี้ อยากชวนคุณพาหนังสือของนักเขียนมาสักเล่ม หรือเรื่องราวของผู้หญิงที่เคยยืนอยู่ข้างๆ นักเขียนอีกคนหนึ่งมาด้วย ไม่ว่าเธอคนนั้นจะได้รับการจดจำในนามของตัวเอง หรือถูกเอ่ยถึงแค่ในฐานะ "คนรักของ" ใครสักคน

มากมายกว่านั้นเราอาจจะเล่าถึงนักเขียนที่เรารู้สึกว่านี่คือนักเขียนผู้เป็นที่ชื่นชอบของเรา (แม้ในชีวิตจริงตัวหนังสือกับตัวตนแห่งหนจะต่างกันแค่ไหน)

📅 วันพุธที่ 22 กรกฎาคม 2569
🕕 เวลา 18.00 – 20.00 น.
📍 ร้านหนังสืออับดุลบุ๊ก กังสดาล จ.ขอนแก่น

เข้าร่วมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย มีขนมขบเคี้ยวและเครื่องดื่มเตรียมไว้ให้พอประมาณ
ติดต่อสอบถาม: 061-752-0118
แผนที่: 48/91 หมู่ 14 ซอยวัดป่าอดุลยราม 1/5 ตรงข้ามร้านสูตรเสน่หา (ห่างจาก TCDC ขอนแก่น ประมาณ 400 เมตร)
🔗 https://maps.app.goo.gl/KDp26vGYd6pfgUAm7?g_st=afm
The One Who Love a Writer — แล้วเจอกันครับ
#ร้านหนังสืออิสระ #เปิดโลกการอ่าน #เทศกาลหนังสืออิสระ

#หายเหนื่อยและเป็นสุขBooksspace #อีสานจะเลิร์น #ติสStudio #บ้านนิทานลานทราย #อ่านแหลก

17/07/2026

⭕จดหมายรักถึงอดีตที่ผ่านมา: อภิชาติ เพชรลีลา พูดถึงนิยายเล่มใหม่ในห้องสมุดบินหลาฯ ที่ปักธงชัย
.
Dakanda… I'm in love with you.
Why are you telling me this now ?

จากนักเขียนวัยหนุ่มเจ้าของสารคดี กล่องไปรษณีย์สีแดง (2543) ที่ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง เพื่อนสนิท อันเป็นที่จดจำของแฟนภาพยนตร์ค่าย GTH หลายต่อหลายฉากจากต้นขั้วบทประพันธ์กลายเป็นหนึ่งในภาพจำร่วมของคนไทยที่ยังพูดถึงกันไม่รู้ลืม
.
นับแต่ครั้งนั้น ผลงานของเขาพัวพันระหว่างชีวิตจริงและชีวิตที่โลดแล่นในหน้ากระดาษวรรณกรรมอย่างแยกไม่ออก อยากให้ลมหนาวหวนมาอีกครั้ง (2544), นกดวงจันทร์ (2545), ไข่ย้อย ดากานดา (2560) อันเป็นภาคต่อของ กล่องไปรษณีย์สีแดง ที่เล่าเรื่องราวในอีกเก้าปีต่อมา จนกระทั่งรวมเรื่องสั้น ฉันขังความรักไว้ในหนังสือ ที่ยังคงยึดฉากและชีวิตในเชียงใหม่เป็นแกนกลาง อันเป็นผลงานล่าสุดที่ตีพิมพ์ในปี 2562 ก่อนจะเว้นระยะการเขียนไปนานหลายปี
.
มาจนถึงวันที่เขาหวนกลับไปนั่งคุยกับแม่วัย 79 ปี ที่บ้านตำบลพังตรุ อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อรวบรวมรากเหง้าของครอบครัวออกมาเป็นนวนิยายเล่มล่าสุด แม่รวงทอง ภาคพังตรุ อันเปรียบเสมือนจดหมายรักฉบับที่สมบูรณ์ที่สุดเท่าที่เขาเคยเขียนถึงชีวิตของตัวเอง
.
วันที่ 11 กรกฎาคม 2569 ที่ห้องสมุดชุมชนวิปัสสนาลัย อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา อภิชาติ เพชรลีลา นั่งคุยแบบสบาย ๆ ถึงนวนิยายเล่มใหม่ ในบรรยากาศรายรอบด้วยหนังสือจำนวนมหาศาลเกินกว่าจะนับได้ของ บินหลา สันกาลาคีรี นักเขียนรางวัลซีไรต์ผู้ล่วงลับ อันเป็นความตั้งใจของ 'ปราย พันแสง นักเขียนเลื่องชื่อในเมืองไทยและเพื่อนร่วมรุ่นจากยุคนิตยสาร ไปยาลใหญ่ เจ้าของพื้นที่ที่อยากให้ห้องสมุดอันรายรอบด้วยภูเขาและร่มไม้เป็นแหล่งรวบรวมผลงานของนักเขียนรุ่นพี่ผู้ล่วงลับ รวมถึงอยากให้ที่แห่งนี้บรรจุความทรงจำ ความรัก และความรู้ของคนที่สนใจผลงานของบินหลา สันกาลาคีรี ให้ได้เข้ามาใช้จ่ายวันเวลาและซึมซับแรงบันดาลใจจากนักเขียนที่พวกเขารัก เหมือนอย่างที่อภิชาติและเรากำลังทำอยู่ในเย็นวันนั้น
.
🔴ทราบมาว่าคุณมีนามปากกาสองอย่างคือ อภิชาติ เพชรลีลา และ นอม วิเศษสิงห์ อยากถามให้ชัดเจนว่าสองนามปากกานี้แตกต่างกันอย่างไร และมีเงื่อนไขหรือวิธีคิดอะไรที่ทำให้เลือกใช้นามปากกาหนึ่งแทนอีกนามปากกาหนึ่ง
อภิชาติ เพชรลีลา คือนามปากกาที่นำชื่อคุณพ่อมาใช้ ส่วน นอม วิเศษสิงห์ มาจากนามสกุลเดิมของคุณแม่ ผมอยากให้ชื่อของทั้งพ่อและแม่เป็นตัวแทนกัน โดยเฉพาะคุณพ่อที่เสียไปแล้ว จะได้มีชื่อยังใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน แต่ผมใช้ นอม วิเศษสิงห์ แค่สองเรื่อง คือ นวนิยายเรื่องแม่ (2546) กับรวมเรื่องสั้น บ้านของคนรัก (2550) เพราะช่วงที่เขียนใหม่ ๆ ผมยังไฟแรง อยากสร้างผลงานที่เป็นที่ยอมรับ งานแรกๆ อย่าง กล่องไปรษณีย์สีแดง หรือ อยากให้ลมหนาวหวนมาอีกครั้ง เป็นวรรณกรรมแนวความรักวัยรุ่น พอมาเขียนเรื่อง แม่ ที่มันซีเรียสกว่า ผมเลยแยกนามปากกาออกมา กลัวว่าคนที่อ่านงานเวลานั้นจะแยกไม่ออกถ้ามาเจองานหนัก ๆ แต่พอมาถึงตอนนี้ เส้นแบ่งเหล่านั้นมันคลี่คลายลงไปแล้ว ผมก็เลยรวบกลับมาใช้ชื่อที่คนรู้จักมากที่สุดคือ อภิชาติ เพชรลีลา ไปเลย

.
🔴เมื่อเทียบกับนักเขียนในรุ่นราวคราวเดียวกัน งานของคุณอภิชาติมีจำนวนไม่มาก อยากทราบว่ากว่าจะเขียนแต่ละเรื่องใช้ปัจจัยอะไรที่ทำให้รู้ว่าถึงเวลาต้องลงมือเขียนแล้ว
.
ถ้าในรุ่นเดียวกันก็มี อุรุดา โควินทร์ ที่เป็นเพื่อนกันมา แล้วก็ นิวัฒน์ พุทธประสาท ที่เกิดปีเดียวกันเลย รวมถึง วาด รวี ที่เสียชีวิตไปแล้วครับ ถ้าดูจริง ๆ นิวัฒน์ ตอนเป็นนักเขียนดาวรุ่งช่วงแรกๆ ก็มีผลงานเยอะ แต่ช่วงหลังหันไปทำบรรณาธิการและเปิดสำนักพิมพ์ของตัวเอง (เม่นวรรณกรรม) ซะมากกว่า ผมเองก็คล้ายกัน ช่วงแรก ๆ มีเรื่องเล่าเยอะ พิมพ์ปีละเล่ม ตอนหลังก็เว้นช่วงห่างไปหลายปีกว่าจะมาออกเล่มนี้ ส่วน อุรุดา มีผลงานหลากหลายมาก ทั้งเรื่องสั้น มีเรื่องเอกอย่าง หยดน้ำหวานในหยาดน้ำตา และยังเขียนเรื่องจิปาถะอื่นๆ อย่างเรื่องการทำครัว บทความต่างๆ ด้วย แต่ของผมจะเน้นเขียนแนวฟิคชั่นเป็นหลัก ไม่ใช่สารคดี งานของผมมีแค่สองแบบคือเรื่องสั้นกับนิยาย แต่เรื่องสั้นจริงๆ ก็มีแค่รวมเรื่องสั้นเล่มเดียวคือ ฉันขังความรักไว้ในหนังสือ นอกนั้นเป็นนิยายขนาดสั้นบ้างยาวบ้าง รวมทั้งหมด 8 เล่ม นับเฉพาะที่พิมพ์ใหม่และรีพรินต์แล้ว ทีนี้ที่ว่าทำไมงานผมถึงน้อยกว่าคนอื่น เพราะนักเขียนรุ่นใหม่หรือรุ่นเก่าหลายคนเขาเขียนจากจินตนาการ เรื่องไหนน่าสนใจแนวไหนเขาก็เขียนออกมาได้ ทำให้ผลงานมีความหลากหลาย แต่ของผมทุกเล่มเขียนมาจากตัวเองจริงๆ พูดตรงๆ คือผมเขียนเรื่องจากจินตนาการเองไม่มีความสุข ถ้าให้เขียนก็คงเขียนได้แต่คิดว่าคงไม่ดี เพราะฉะนั้นทั้งหมดที่เขียนมาจึงเป็นเรื่องของชีวิตที่ผ่านมา เป็นเสี้ยวประวัติศาสตร์ส่วนตัว เป็นเรื่องความรู้สึกที่เป็นเรื่องจริงทั้งนั้น ปัจจัยที่ทำให้รู้ว่าถึงเวลาต้องเขียนแล้ว ก็คือเมื่อมีเศษเสี้ยวชีวิตช่วงหนึ่งที่มันตกผลึกมากพอ อย่างตอนเรียนที่เชียงใหม่ ตอนอกหักที่ทำงานออฟฟิศ หรือตอนไปใช้ชีวิตที่เกาหลี มันจะสะสมความรู้สึกจนถึงจุดที่อยากถ่ายทอดออกมาเป็นตัวหนังสือ
.
🔴จากผลงานระยะแรก ๆ อยากให้ลมหนาวหวนมาอีกครั้ง กับ กล่องไปรษณีย์สีแดง นับเป็นช่วงคาบเกี่ยวกัน แล้วเล่มไหนเขียนก่อนกัน และชีวิตช่วงเรียนที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่มีผลต่อสไตล์การเขียนของคุณอภิชาติอย่างไรบ้าง
.
จริง ๆ แล้ว อยากให้ลมหนาวหวนมาอีกครั้ง คือเรื่องที่ผมเขียนก่อน แต่ กล่องไปรษณีย์สีแดง กลับได้พิมพ์ออกมาเป็นเล่มแรก เพราะเขียนเสร็จเร็วกว่า ใช้เวลาแค่ 3 เดือน แล้วส่งไปประกวดในนายอินทร์อะวอร์ดจนได้รับรางวัลพิเศษคัดเลือกให้จัดพิมพ์
พูดถึงเชียงใหม่อย่างที่กล่าวไปงานเขียนของผมถ้าไม่ใช่ฉากเชียงใหม่ทั้งเรื่อง ก็ยังมีเชียงใหม่ที่เป็นฉากสำคัญในเล่ม ส่วนที่ว่าชีวิตมีผลต่อสไตล์การเขียนอย่างไร ตอนนั้นผมใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นประมาณ 6-7 ปี จึงฉกฉวยเอามาเป็นฉาก แล้วรู้สึกว่ามันเป็นชีวิตที่มีความสุขและอิสระมาก มีทั้งเพื่อน มีทั้งเวลา มีสิ่งที่เราสนใจ พอเรียนจบต้องกลับมาอยู่กรุงเทพฯ ทำงานบริษัทเอกชนแบบตอกบัตรทุกวัน ชีวิตมันเปลี่ยนไปเลย ถูกบีบคั้นด้วยสภาพแวดล้อมที่เคร่งครัดขึ้น ไม่เป็นอิสระเหมือนตอนอยู่เชียงใหม่ ผมเลยรู้สึกอึดอัด และสิ่งที่ช่วยบรรเทาความรู้สึกนั้นได้ก็คือการถ่ายทอดมันออกมาเป็นนิยาย ทั้งเรื่องเพื่อน บรรยากาศ และฉากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นั่นแหละคือที่มาของสไตล์การเขียนของผม

🔴นอกจากเรื่องแม่แล้ว ยังมีเล่มอื่น ๆ อีกไหมครับที่มีเศษเสี้ยวชีวิตจริงของคุณอภิชาติแฝงอยู่ พอจะยกตัวอย่างที่ชัดเจนได้บ้างไหม
.
มีแทบทุกเล่มเลยครับ อย่างที่กล่าวไปงานเขียนของผมถ้าไม่ใช่ฉากเชียงใหม่ทั้งเรื่อง ก็ยังมีเชียงใหม่ที่เป็นฉากสำคัญในเล่ม ถ้าไล่ไปตั้งแต่เรื่องแรกอย่าง อยากให้ลมหนาวหวนมาอีกครั้ง กับที่พิมพ์เป็นเล่มแรกคือ กล่องไปรษณีย์สีแดง ทั้งสองเรื่องเป็นชีวิตวัยรุ่นในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่มาจากประสบการณ์จริงของผมเองทั้งนั้น อย่างฉากที่ไปเที่ยวสุราษฎร์ฯ แล้วขาหัก ผมก็ขาหักจริงๆ (หัวเราะ) ส่วนเรื่อง นกดวงจันทร์ ก็มาจากตอนที่ผมอกหักช่วงทำงานออฟฟิศจริง ๆ และเล่ม
ดอกไม้ ทะเล ภูเขา คิดถึง ท้องฟ้า พระจันทร์ ดาว ขอบคุณ บุรุษไปรษณีย์ (2554) ก็เป็นฉากเกาหลี มาจากตอนที่ผมไปใช้ชีวิตอยู่เกาหลีกับพี่ต้อ (บินหลา สันกาลาคีรี) ประมาณ 6 เดือน ในฐานะตัวแทนนักเขียนไทยไปร่วมกิจกรรมแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ตอนนั้นพี่ต้อกลับมาเขียนเรื่อง นกก้อนหิน ส่วนผมก็ได้เรื่องนี้มา เป็นเศษเสี้ยวความรู้สึกเรื่องความรักที่เกิดขึ้นจริงในช่วงเวลานั้น พูดได้ว่าทุกเล่มของผมมีลักษณะแบบนี้มาตลอด คือเป็นเศษเสี้ยวชีวิตของผมเองทั้งนั้น
🔴นิยายเรื่อง แม่ ปี 2546 ใช้นามปากกา นอม วิเศษสิงห์ กับ แม่รวงทอง ภาคพังตรุ ปี 2569 ในนามปากกา อภิชาติ เพชรลีลา ทั้งสองเรื่องมีคำว่า แม่ เป็นแกนกลาง อยากทราบว่าสองเรื่องนี้สัมพันธ์กันอย่างไร และมีที่มาที่ไป มีวิธีเก็บข้อมูลหรือเตรียมเค้าโครงเรื่องอย่างไรบ้าง
.
สัมพันธ์กันแน่นอนครับ ไม่ใช่คนละโลกกัน เมื่อสิบกว่าปีก่อน ตอนนั้นผมใช้ชีวิตอยู่ที่เชียงใหม่ กลับไปซื้อบ้านอีกครั้งหลังจากสมัยเรียน แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจขายบ้านที่เชียงใหม่มาปลูกบ้านใหม่ที่ตำบลพังตรุ อำเภอพนมทวน บนที่ดินของบรรพบุรุษฝ่ายแม่ที่ตกทอดมาจากตายาย เพื่อให้แม่ได้อยู่ในบั้นปลายชีวิต ทุกวันนี้ผมก็อยู่ที่พังตรุสลับกับในเมืองกาญจนบุรี ตอนที่เขียนเรื่อง แม่ เมื่อปี 2546 นั้น ผมตั้งใจสะท้อนเศรษฐกิจยุคต้มยำกุ้งปี 2540 เขียนด้วยความรู้สึกของนักเขียนหนุ่มอายุสามสิบกว่าที่อยากเขียนงานให้คนยอมรับ พรั่งพรูออกมาตรงและแรง แล้วก็ไม่ได้กลับไปอ่านมันอีกเลยนานถึง 21 ปี
.
จนอยู่มาคืนหนึ่งเมื่อสองปีก่อน (ปี 2567) ผมรู้สึกขึ้นมาว่าทำไมเราไม่เอาเรื่อง แม่ มาเขียนให้สมบูรณ์ เพราะตอนนั้นเรายังเขียนแบบเด็กหนุ่ม และยังเขียนไม่ครบ เรื่อง แม่ เดิมมีอยู่สองภาคของฉาก คือชีวิตแม่ที่อพยพมาทำงานในกรุงเทพฯ จนมาพบกับพ่อ แล้วไปอยู่ในชุมชนแออัดที่เรียกว่าชุมชนส้มโอหวาน แต่กลับไม่มีฉากของรากเหง้าตำบลพังตรุเลย พอดีกับตอนนั้นผมสร้างบ้านที่พังตรุเสร็จแล้ว แม่ก็ย้ายจากกรุงเทพฯ มาอยู่ด้วย ผมเลยมีเวลาได้พูดคุยกับท่านมากขึ้น อยู่ในสถานที่ที่เป็นฉากรากเหง้าของบรรพบุรุษจริง ๆ ผมก็ซอกแซกถามเรื่องเก่า ๆ ว่าท่านเจอพ่อยังไง ชีวิตวัยสาวเป็นอย่างไร ปัจจุบันแม่ผมอายุ 79 แล้ว ท่านก็มีความสุขที่ได้เล่าเรื่องพวกนี้ ตัวละครและฉากต่าง ๆ ในเล่มก็อยู่ในหมู่บ้านนี้จริง ๆ ผมเลยคิดว่าน่าจะเอาเรื่องนี้มาเขียนให้สมบูรณ์ในภาคที่เป็นต้นรากเหง้าก่อนจะไปถึงเรื่องกรุงเทพฯ
.
แม่รวงทอง ภาคพังตรุ จึงเป็นภาคที่เขียนถึงประวัติศาสตร์ เขียนถึงความเป็นแม่ ชีวิตแม่ตั้งแต่สมัยสาว สอดคล้องกับบริบทสังคมยุคก่อนที่โตมากับเพลงลูกทุ่งและการถูกเอารัดเอาเปรียบก่อนย้ายเข้ามาทำงานที่บางกอกในยุคที่กรุงเทพฯ กำลังเฟื่องฟู และพังตรุเองก็เป็นชุมชนที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ด้วย ถ้าใครเคยอ่านประวัติศาสตร์ก็อาจเคยได้ยินชื่อตะพังตรุ เชื่อกันว่าเป็นที่ที่มังกะยอชะวาตั้งทัพหลวงก่อนยกทัพไปทำยุทธหัตถีกับพระนเรศวรที่ด่านเจดีย์สามองค์เมื่อ 400 ปีก่อน ตอนที่ท่านมุ้ยทำเรื่อง ตำนานสมเด็จพระนเรศวร ก็เคยไปคุยกับเจ้าอาวาสและสำรวจพื้นที่มาแล้ว ยังมีคันคูรบเก่าที่เห็นได้ชัดจากภาพถ่ายทางอากาศ ยืนยันว่าพม่าเคยมาตั้งค่ายคูรบจริงตามที่พงศาวดารระบุไว้ รวมถึงมีเจดีย์ราย พื้นโบสถ์เก่า และหลวงปู่ขาวที่ชาวบ้านเคารพศรัทธากันมา ผมจึงเอาเรื่องเล่าและตำนานเหล่านี้มาผสานเข้ากับชีวิตแม่ กลายมาเป็น แม่รวงทอง ภาคพังตรุ
.
🔴ไม่เชิงจะสปอย แต่อยากทราบว่าแม่รวงทองภาคพังตรุต้องการจะสื่อสารอะไรกับผู้อ่านเป็นพิเศษ ที่บอกว่าจดหมายรักถึงชีวิตที่ผ่านมา หมายความในแง่ไหนบ้าง
ผมมีความรู้สึกว่ากำลังเขียนจดหมายรักถึงชีวิตที่ผ่านมาที่มันครบถ้วนที่สุดตั้งแต่เขียนหนังสือมา เพราะงานเล่มก่อน ๆ อาจเป็นแค่เศษเสี้ยวชีวิตบางช่วง แต่เล่มนี้มันคือรากเหง้า เขียนตั้งแต่ปู่ ย่า ตา ทวด พี่น้อง ป้า น้า อา ตัวละครในเรื่องเป็นตัวละครก็จริง แต่มีเค้าโครงมาจากเรื่องราวของครอบครัวเรา คนอ่านอาจนึกถึงแค่ตัวละคร แต่คนเขียนอย่างผมรู้อยู่แก่ใจว่าแต่ละเศษเสี้ยวที่เก็บไว้ในนี้คืออะไร ถ้าจะกล่าวโดยสรุปเป็นเรื่องที่รวบรวมชีวิตทั้งหมดที่ผ่านมาของแม่ จนถึงปัจจุบัน ถ้าในเนื้อเรื่องคือจนถึง พ.ศ. 2549 ปีที่มีการปฏิวัติรัฐประหารทักษิณ
🔴การที่เนื้อเรื่องกินระยะเวลายาวนานขนาดนั้น ตั้งแต่ปี 2500 ถึง 2549 มีเหตุผลอะไรที่ทำให้อยากเขียนให้ครอบคลุมช่วงเวลาขนาดนี้
การเขียนงานวรรณกรรมสำหรับผมมันเป็นเหมือนภาพฉายของประเทศและประวัติศาสตร์ไปด้วยในตัว เลยอยากเขียนให้ครอบคลุมตั้งแต่ยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เหตุการณ์ 14 ตุลา 6 ตุลา มาจนถึงปี 2549 เพราะมันจะเป็นเรื่องของแผ่นดิน เรื่องของชาติที่ถูกโอบอุ้มด้วยรากเหง้าของเราจริง ๆ ทั้งระบบกสิกรรมในยุคนั้น เพลงลูกทุ่งของสุรพล สมบัติเจริญ หนังไทยยุคทองของมิตร ชัยบัญชา สิ่งเหล่านี้เป็นตัวแทนที่ชัดเจนของความเป็นคนไทยและความเป็นประเทศในช่วงเวลานั้น ผมอยากเขียนให้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงที่สุด และอยากให้มันเข้ากับเรื่องราวของครอบครัวเราด้วย อย่างช่วงปี 2512 ที่แม่ผมเข้ากรุงเทพฯ นั้นเป็นยุคที่แรงงานเริ่มหลั่งไหลเข้ากรุงเทพฯ พอดี สะท้อนภาพเศรษฐกิจในช่วงนั้นได้ชัดเจน แต่ที่น่าสนใจคือ พอมองย้อนมาปัจจุบัน แพทเทิร์นของแรงงานก็ยังคล้ายเดิมอยู่ เพียงแต่ตัวละครเปลี่ยนไป จากคนอีสานหรือคนต่างจังหวัดที่เคยเข้ากรุงเทพฯ ก็กลายเป็นแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านที่อพยพเข้ามาแทน ส่วนคนไทยเองแทนที่จะเข้าบางกอกเหมือนเมื่อก่อน ก็ย้ายไปหางานที่อื่นแทน อย่างเกาหลีใต้หรือออสเตรเลีย

🔴เป็นประสบการณ์การอ่านที่ต้องเปิดเพลงลูกทุ่งคลอฟังไปด้วย อยากทราบเหตุผลของการเลือกบทเพลงเข้ามาในนิยาย และการปะทะกันระหว่างเพลงลูกทุ่งกับลูกกรุงที่คนต่างจังหวัดกับคนกรุงฟังแตกต่างกัน เป็นการบันทึกประวัติศาสตร์ที่ตั้งใจมากน้อยแค่ไหน
เพลงลูกทุ่งสะท้อนวิถีชีวิตอยู่แล้วในตัวมันเอง อย่างเพลง อย่าหลงบางกอก ก็สะท้อนถึงช่วงที่แม่รวงทองอพยพเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ พอดี เพลงลูกทุ่งเป็นรากเหง้า เป็นเรื่องเล่าที่ยังคลออยู่กับสังคมไทยมาจนถึงปัจจุบัน ในเล่มนี้จึงมีการปะทะกันระหว่างคนฟังเพลงลูกทุ่งกับคนกรุงเทพฯ ที่ฟังเพลงลูกกรุงอย่างวงสุนทราภรณ์ สุเทพ วงศ์กำแหง หรือสวลี ผกาพันธุ์ ผ่านตัวละครพ่อที่โตมากับความเป็นบางกอก มาปะทะกับแม่รวงทองที่มาจากต่างจังหวัด ตอนเขียนผมเปิดเพลงฟังคลอไปด้วย ไม่ได้เลือกล่วงหน้าว่าจะใช้เพลงไหน แต่ปล่อยให้เนื้อเรื่องดำเนินไปถึงตรงไหน เพลงมันก็จะมาเองตามนั้น

🔴ระหว่างที่เขียนนิยายเล่มนี้ นึกถึงหน้าตาของผู้อ่านไหมครับว่าจะเป็นกลุ่มไหน เพราะงานก่อนหน้าอย่างกล่องไปรษณีย์สีแดงมีฐานแฟนที่ผูกพันกับตัวละครมานานมาก แต่แม่รวงทองดูเป็นเรื่องที่จริงจังและมีความเป็นผู้ใหญ่กว่า คาดหวังว่าคนอ่านกลุ่มไหนจะเข้าถึงเรื่องนี้ได้มากที่สุดครับ
ตอนเขียนผมไม่เคยคิดเลยว่าหน้าตาคนอ่านจะเป็นยังไง ผมเขียนในสิ่งที่อยากเขียนตามสไตล์ของตัวเอง เขียนเพื่อบันทึกเศษเสี้ยวชีวิตของตัวเองเอาไว้ก่อน เรื่องที่นักอ่านจะอ่านมันเป็นเรื่องหลังจากที่เราเขียนจบแล้ว ผมใช้เวลาเขียนเล่มนี้ถึง 2 ปี และคิดว่าเป็นผลงานที่น่าพอใจ ก็ได้แต่หวังว่าคุณค่าของมันจะดีพอที่คนอ่านจะบอกต่อกันไปแบบปากต่อปาก ซึ่งคงต้องใช้เวลาสักพักหนึ่ง

🔴ตั้งแต่กล่องไปรษณีย์สีแดงจนมาถึงแม่รวงทอง คนอ่านเปลี่ยนไปอย่างไรบ้างในสายตาของคุณอภิชาติ และสิ่งที่คนอ่านยุคนี้ต้องการจากนิยายต่างจากเมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้วอย่างไรครับ

ต่างกันเยอะครับ เมื่อ 20-30 ปีที่แล้วเราอ่านหนังสือเหมือนอ่านงานวรรณกรรมจริงๆ ผมเองก็อ่านมาตั้งแต่งานของ ยาขอบ ไม้ เมืองเดิม ศรีบูรพา ซึ่งเป็นพื้นฐานของวรรณกรรมไทย ต่อเนื่องมาถึง รงค์ วงษ์สวรรค์, ชาติ กอบจิตติ, พิบูลศักดิ์ ละครพล, จำลอง ฝั่งชลจิตร จนถึง บินหลา สันกาลาคีรี มันเหมือนสืบทอดกันมาเป็นสายและเป็นแรงบันดาลใจให้กัน แต่นักอ่านยุคนี้จะสนใจอ่านเรื่องราวเรื่องเล่าเฉพาะแบบมากกว่า เช่น เรื่อง LGBTQ+ เรื่องย้อนเวลา เรื่องอนาคต หรือเรื่องที่ตอบสนองความสนุกของเขาเอง ไม่ได้เน้นภาษาสวยงามหรือความงามทางวรรณกรรมเหมือนเมื่อก่อน มันเหมือนมีเส้นแบ่งที่ต่อกันมาไม่ถึง รูปแบบมันเปลี่ยนไปเลย แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่สนใจแนวเฉพาะทางแต่มีรากฐานการอ่านที่แข็งแรง เขาก็จะเขียนวรรณกรรมออกมาให้โดดเด่นได้เหมือนกัน อย่างเรื่อง เดนดาวและเมษาลาตะวัน พอเห็นแล้วเรารู้เลยว่าเขาต้องผ่านการอ่านวรรณกรรมดี ๆ มาถึงได้ใช้ภาษาแบบนั้น
🔴อยากทราบว่านักเขียนไทยหรือต่างประเทศคนไหน หรือหนังสือเล่มไหนที่ส่งอิทธิพลต่อแนวทางการเขียนของคุณอภิชาติมากที่สุด และในงานชิ้นนี้โดยเฉพาะ มีงานชิ้นไหนที่นึกถึงขณะเขียนบ้างไหมครับ
ถ้าถามแบบเจาะจงว่าอยากเขียนให้เหมือนใครก็คงไม่มี เพราะนักเขียนทุกคนอยากเล่าเรื่องด้วยวิธีของตัวเอง แต่ถ้าพูดถึงสายที่ซึมซับมา ผมอ่านงานของศรีบูรพามาก่อน แล้วมาถึงยุค วัฒน์ วรรลยางกูร จนถึง บินหลา สันกาลาคีรี เหมือนแม่น้ำสายเดียวกันที่หล่อเลี้ยงกันมา ตอนเขียนเรื่อง อยากให้ลมหนาวหวนมาอีกครั้ง ผมได้แรงบันดาลใจมาจากเรื่องสั้นของพิบูลศักดิ์ ละครพล ที่เขียนถึงเชียงใหม่ได้สวยงามมาก ส่วนเล่มนี้ ผมเองไม่ได้อ่าน พุทธศักราชอัสดงกับทรงจำของทรงจำของแมวกุหลาบดำ ของ วีรพร นิติประภา ก่อนเขียน แต่ถ้ามีคนบอกว่าเรื่องราวคล้ายกันในแง่ครอบครัวจีนที่ต้องต่อสู้ชีวิต ซึ่งผมคิดว่ามันอาจจะเป็นเพราะประสบการณ์ชีวิตที่คล้ายกันมากกว่า และเล่มที่ผมชอบมากอีกเล่มคือ ฉากและชีวิต ของ วัฒน์ วรรลยางกูร ที่เล่าเรื่องธรรมดาของชาวบ้านธรรมดาแต่กินใจลึกซึ้ง


🔴ในรวมเรื่องสั้น บ้านของคนรัก คุณอภิชาติเขียนขอบคุณบินหลา สันกาลาคีรี ไว้ท้ายเล่มว่าช่วยอ่านต้นฉบับและให้คำแนะนำอันมีค่า อยากทราบว่าคำแนะนำนั้นมีที่มาอย่างไร และทุกวันนี้ถ้าจะพูดถึงบินหลาอีกครั้ง คุณอยากพูดถึงเขาในแง่มุมไหน
ตอนนี้นึกไม่ออกแล้วจริงๆ ว่าพี่ต้อแนะนำอะไรไปบ้าง แต่มันเป็นคำแนะนำที่สำคัญมากสำหรับผม เท่าที่ผมสัมผัสมา พี่ต้อเป็นคนจริงจังมาก ดูเผิน ๆ เหมือนจะสบาย ๆ แต่ลึก ๆ แล้วซีเรียสมาก โดยเฉพาะเรื่องความผิดพลาดที่แกจะไม่ยอมให้เกิดขึ้นในงานเขียน ส่วนด้านที่ผ่อนคลายสนุกสนานก็น่าเคารพไปอีกแบบ พาร์ทที่จริงจังก็จริงจังมากจริงๆ ผมรู้สึกว่าแกเป็นเพอร์เฟกชันนิสต์ อยากทำให้งานออกมาเนี้ยบที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งต่างจากผมมาก เวลาผมเขียนผมจะใช้ความรู้สึกเป็นหลัก ทั้ง 8 เล่มที่ผ่านมาผมใช้อารมณ์ ความรู้สึก และความจริงใจในการเขียน ให้ภาษาสำนวนพาคนอ่านไปกับเรื่องเล่า แต่พี่ต้อจะใช้ความฉลาดในการเขียนมากกว่า ภาษาแกสละสลวยก็จริง แต่ไม่เคยปล่อยให้ความสละสลวยนั้นอยู่เหนือความฉลาด แกจะคิดคอนเซ็ปต์ของเรื่อง คิดว่าอยากจะบอกอะไร เล่าอะไร ผมว่าแกให้น้ำหนักกับความคิดมากกว่าภาษาเสียอีก เพราะภาษาแกดีอยู่แล้ว นี่คือเหตุผลที่ผมชอบงานเรื่องสั้นของแก เพราะมันต้องใช้เทคนิคแบบนี้อยู่แล้ว โดยเฉพาะเรื่องเจ้าหงิญ ที่แม้จะเป็นนิทาน แต่ก็ใช้ความฉลาดของนักคิดสอดแทรกเข้าไปในเรื่องได้อย่างแนบเนียน

🔴ทุกวันนี้ยังคงเห็นคนพูดถึงกล่องไปรษณีย์สีแดง และก่อนหน้านี้เพลงของ BoydPod เพลง I'm ok // not ok (feat. Billkin) มีการเอาสตอรี่จากที่ทำเป็นภาพยนตร์เพื่อนสนิท ไปทำเป็น MV ด้วย สิ่งเหล่านี้ส่งผลอะไรกับตัวคุณอภิชาติ และสำนักพิมพ์นกดวงจันทร์บ้าง
ผมมองว่านักเขียนยุคผมเป็นเหมือนสายวรรณกรรมที่สืบทอดกันมาแล้วก็จะค่อย ๆ ขาดหายไป คนที่ยังอินกับงานประเภทนี้ส่วนใหญ่คือนักอ่านรุ่นเก่า ส่วนนักอ่านรุ่นใหม่อาจจะฟังแค่เพลงอย่างเดียวโดยไม่รู้จักที่มา แต่คนที่รู้สึกร่วมและสะเทือนใจจริง ๆ คือคนที่ผ่านประสบการณ์ยุคเดียวกันมา สิ่งที่ตามมาคือมีการพูดถึงงานเก่า ๆ มากขึ้น จนได้นำมาพิมพ์ใหม่อีกครั้งครับ ก็ถือเป็นข้อดีสำหรับหนังสือเล่มหนึ่ง
.

🔴ปัจจุบันการมีเครื่องมืออย่าง AI(Artificial intelligence) ช่วยให้ทำงานได้ง่ายขึ้นไหม และในมุมมองของคุณ ข้อดีและข้อด้อยของเทคโนโลยีที่มาสัมพันธ์กับการเขียนและการอ่านส่งผลอย่างไรบ้าง

ช่วยได้เยอะมากครับในแง่การหาข้อมูล ตอนเขียนแม่รวงทอง ผมทำงานง่ายกว่าเมื่อ 20 ปีที่แล้วมาก เมื่อก่อนแค่จะยืนยันข้อมูลเรื่องเศรษฐกิจสักประโยคหนึ่งต้องไปหอสมุดแห่งชาติ หรือค้นหนังสือพิมพ์เก่า แต่เดี๋ยวนี้แค่เสิร์ชกูเกิลหรือฟังเพลงเก่าใน YouTube ก็ได้ข้อมูลแล้ว แต่ในแง่การเขียนจริง ๆ ผมว่านักเขียนทุกคนยังอยากเล่าเรื่องด้วยน้ำเสียงและวิธีการของตัวเองทั้งนั้น ไม่มีใครอยากให้ AI แต่งเรื่องแทน ยกเว้นคนที่เพิ่งเริ่มเขียนและยังไม่มีผลงานมาก่อน ข้อได้เปรียบของ AI คือมันตอบโจทย์นักอ่านรุ่นใหม่ที่อยากได้เรื่องเล่าไว เพราะสามารถสร้างโครงเรื่องได้หลากหลายแนวอย่างรวดเร็ว

🔴พ้นไปจากเรื่องนี้ ยังมีงานอื่น ๆ ที่สเก็ตช์ภาพไว้ในหัวหรือยังมีเรื่องที่อยากจะเล่าอยู่ไหม
แม่รวงทอง ภาคพังตรุ เล่มนี้น่าจะจบสมบูรณ์ในตัวเองแล้ว แต่จะมีภาคต่อแน่นอน เพราะยังมีอีกภาคหนึ่งที่ต้องเล่าถึงชีวิตในกรุงเทพฯ ให้ครบ ตอนนี้กำลังรวบรวมแรงบันดาลใจและวิธีเล่าเรื่องใหม่อยู่ เพราะพอเขียนเรื่องหนึ่งจบ เรื่องใหม่ก็เหมือนต้องเริ่มต้นทำงานใหม่หมด คงต้องใช้เวลาสักพัก ส่วนจักรวาลของ กล่องไปรษณีย์สีแดง ตอนนี้ยังไม่มีใครติดต่อทำเป็นภาพยนตร์เพิ่มเติม แต่มีคนติดต่อขอนำไปทำเป็นบทละคร ซึ่งยังอยู่ในขั้นตอนพูดคุยกันอยู่

🔴ก่อนจะจบบทสนทนา อยากให้คุณอภิชาติฝากอะไรถึงผู้อ่านเกี่ยวกับ แม่รวงทอง ภาคพังตรุ สักหน่อย
เนื้อหาของแม่รวงทอง ค่อนข้างไกลจากยุคปัจจุบันและนักอ่านรุ่นใหม่พอสมควร เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมหวังไว้ก็คืออยากให้มันเกิดกระแสปากต่อปาก ค่อย ๆ เดินทางไปหาคนอ่านเอง ในฐานะคนเขียนผมพอใจกับเล่มนี้มากนะ แต่ก็ไม่สามารถชี้วัดได้ว่ามันจะไปถึงคนอ่านได้มากแค่ไหน ก็ได้แต่หวังว่าหนังสือจะค่อย ๆ เดินทางไปหาผู้อ่านด้วยตัวมันเองครับ



ขอบคุณภาพประกอบจาก ห้องสมุดชุมชนวิปัสสนาลัย
📌นักอ่านที่สนใจผลงานนิยายเรื่อง แม่ ภาคพังตรุ และหนังสือทุกเล่มของ อภิชาติ เพชรลีลา สามารถเข้าไปพูดคุยได้ที่เพจ สำนักพิมพ์นกดวงจันทร์
📌ห้องสมุดชุมชนวิปัสสนาลัย ตั้งอยู่บริเวณหน้าวัดพระบึง ห่างจากตัวอำเภอปักธงชัยราว 18 กิโลเมตร เปิดบริการวัน ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ โดยห่างจากตัวอำเภอปักธงชัยราว 18 กิโลเมตร ผู้สนใจเข้าเยี่ยมชมสามารถติดตามกิจกรรมของห้องสมุดวิปัสสนาลัยได้ทั้งปีที่เพจ
ห้องสมุดชุมชนวิปัสสนาลัย

.
#อภิชาติเพชรลีลา #แม่รวงทองภาคพังตรุ #ห้องสมุดชุมชนวิปัสนาลัย #สำนักพิมพ์นกดวงจันทร์ #ปรายพันแสง #บินหลาสันกาลาคีรี #ปักธงชัย #นครราชสีมา

 #โตมากับเล่มนี้เชอร์ล็อค โฮล์ม , ยอดนักสืบจิ๋ว โคนัน,  นวนิยายของแดน บราวน์,  ศพข้างบ้าน และเรื่องสยองขวัญอื่นๆ ของ สรจ...
16/07/2026

#โตมากับเล่มนี้

เชอร์ล็อค โฮล์ม , ยอดนักสืบจิ๋ว โคนัน, นวนิยายของแดน บราวน์, ศพข้างบ้าน และเรื่องสยองขวัญอื่นๆ ของ สรจักร ,จะเป็นใครกันที่หยิบฉันออกจากชั้นหนังสือ (Sako Aizawa),ไม่ยากถ้าอยากเป็นเชฟ ,Harry potter,นิตยสารสารคดี,คู่มือกีต้าร์อาจารย์แดงกีต้าร์,พันธ์หมาบ้า (ชาติ กอบจิตติ) ,คนอยู่วัด (ไมตรี ลิมปิชาติ) ,หนังสือพิมพ์สตาร์ซอคเกอร์,หนังสือชุดคุยกับประภาส (ประภาส ชลศรานนท์) ,ดวงตะวันส่องฉาย(Jimmy Liao )
ขอบคุณที่มาแบ่งปันเรื่องเล่า หนังสือที่เป็น Coming of age ของแต่ละคนนะครับ ไว้พบกันสัปดาห์หน้ากับธีม คนรักของนักเขียน ..

ขอบคุณภาพจาก กี้ 100Acre Books

#ร้านหนังสืออิสระ #เปิดโลกการอ่าน
#เทศกาลหนังสืออิสระ

#หายเหนื่อยและเป็นสุขBooksspace #อีสานจะเลิร์น #ติสStudio #บ้านนิทานลานทราย #อ่านแหลก

โตมากับเล่มนี้ -Book Clubมีหนังสือเล่มไหนที่คุณอ่านในวัยเด็ก แล้วยังจำได้จนถึงวันนี้บ้างขายหัวเราะ, มหาสนุก, เบบี้, หนูจ...
13/07/2026

โตมากับเล่มนี้ -Book Club
มีหนังสือเล่มไหนที่คุณอ่านในวัยเด็ก แล้วยังจำได้จนถึงวันนี้บ้าง

ขายหัวเราะ, มหาสนุก, เบบี้, หนูจ๋า, แก้วกับกล้า, Harry potter,โรอัล ดาห์ล, โคนัน, คินดะอิจิ, GTO, Kickers, ไทยรัฐ,เดลินิวส์, สตาร์ซอคเกอร์, คู่สร้างคู่สม, นิตสาร อสท., I LIKE, Cheeze, aday, Way magazine, Happening และอื่น ๆ อีกมากมาย


เทศกาลหนังสืออิสระ ชวนคุณกลับไปเยี่ยมวัยเยาว์เรามาล้อมวงคุยเล่าเรื่องหนังสือในกิจกรรม โตมากับเล่มนี้ Book Club วันพุธที่ 15 ก.ค. 2026 เวลา 18.00 – 20.00 น. ที่ร้านหนังสืออับดุลบุ๊ก กังสดาล จ.ขอนแก่น

ไม่มีธีมบังคับ ไม่มีการบ้านต้องทำ แค่พาหนังสือจากวัยเด็กหรือความทรงจำของวันเวลาเหล่านั้นมาด้วยก็พอ แล้วเราจะนั่งคุยกันว่าหนังสือเล่มนั้นทำให้เราเป็นคนแบบไหน และถ้าย้อนกลับไปอ่านอีกครั้งในวันนี้ เราจะรู้สึกอะไรกับมันต่างออกไปบ้าง

เข้าร่วมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย มีขนมขบเคี้ยวและเครื่องดื่มเตรียมไว้ให้พอประมาณ
ติดต่อสอบถาม 061-752-0118 แผนที่ 48/91 หมู่ 14 ซอยวัดป่าอดุลยราม 1/5 ตรงข้ามกับร้านสูตรเสน่หา (ห่างจาก TCDC ขอนแก่น ประมาณ 400 เมตร)
https://maps.app.goo.gl/KDp26vGYd6pfgUAm7?g_st=afm

This book was my childhood แล้วเจอกันครับ

#ร้านหนังสืออิสระ #เปิดโลกการอ่าน
#เทศกาลหนังสืออิสระ

#หายเหนื่อยและเป็นสุขBooksspace #อีสานจะเลิร์น #ติสStudio #บ้านนิทานลานทราย #อ่านแหลก

โค้งสุดท้ายก่อนประชามติ ไม่มีเวลาออกไปรณรงค์ช่วยเพื่อน ๆ ใครผ่านมาที่ร้านแวะหยิบเอกสารประชามติฟรีได้เลย    #ประชามติ  #8...
02/02/2026

โค้งสุดท้ายก่อนประชามติ ไม่มีเวลาออกไปรณรงค์ช่วยเพื่อน ๆ ใครผ่านมาที่ร้านแวะหยิบเอกสารประชามติฟรีได้เลย

#ประชามติ #8กุมภากาเห็นชอบ #เขียนรัฐธรรมนูญใหม่

8 กุมภา เราจะร่วมเปลี่ยนชะตาด้วยการหย่อนบัตรวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2026  ไม่เพียงแต่เป็นวันเลือกตั้งทั่วประเทศ แต่เป็นช่วงเ...
26/01/2026

8 กุมภา เราจะร่วมเปลี่ยนชะตาด้วยการหย่อนบัตร
วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2026 ไม่เพียงแต่เป็นวันเลือกตั้งทั่วประเทศ แต่เป็นช่วงเวลาที่เราจะได้ตอบคำถามสำคัญ 'ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ?

หากเรา 'กาเห็นชอบ' มากพอ ประตูสู่การออกแบบกติการ่วมกันใหม่ก็จะเปิดขึ้น แต่หากเสียง 'ไม่เห็นชอบ' ชนะ เราก็จะติดอยู่กับรัฐธรรมนูญ 2560 มรดกจากรัฐประหารต่อไปอีกยาว

สำหรับคนที่อยู่ต่างจังหวัดอย่างเรา รัฐธรรมนูญปัจจุบันไม่ได้พูดถึง กระจายอำนาจ แม้แต่ครั้งเดียว และยังลิดรอนสิทธิที่เราเคยมี ไม่ว่าจะเป็นสิทธิถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งฯ สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี หรือสิทธิชุมชน ฯลฯ
จึงอยากชวนเพื่อน ๆ และผู้อ่าน ออกมาแสดงเจตจำนงว่าวันนี้เราอยากได้รัฐธรรมนูญที่เกิดจากประชาชน ไม่ใช่จากคำสั่งของใครบางคน

จากร้านหนังสืออิสระเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง เรายังเชื่อเหลือเกิน ว่าการอ่านนำทางเดินใหม่มาให้ชีวิตเสมอ และการหย่อนบัตรในครั้งนี้ ก็จะนำทางเดินใหม่มาให้ประเทศด้วยเช่นกัน
ฝากด้วยนะครับ 8 กุมภา กาเห็นชอบ

#ประชามติ #8กุมภากาเห็นชอบ #เขียนรัฐธรรมนูญใหม่

'บินหลา สันกาลาคีรี' นักเขียนคนสำคัญของประเทศ เจ้าของต้นขั้วความคิด "เราพบกันเพราะหนังสือ" ได้เดินทางจากไปจากแวดวงวรรณกร...
09/11/2025

'บินหลา สันกาลาคีรี' นักเขียนคนสำคัญของประเทศ เจ้าของต้นขั้วความคิด "เราพบกันเพราะหนังสือ" ได้เดินทางจากไปจากแวดวงวรรณกรรมในวัย 60 ปี
แต่เชื่อว่า 'อังโตน' และ 'ผาฝน' จากนกก้อนหิน 'สีที่แปดของรุ้งกินน้ำ' 'ชายเดียวดายแห่งภูเขาภาคเหนือ' จากเจ้าหงิญ 'หัวใจนกปรอด' 'สัตว์สองนอ' และ 'ดอกตาเบบูญ่าที่บานสะพรั่ง' ในคิดถึงทุกปี 'ปิ๊ปปี่' และเหล่าผู้คนในคีรีสถาน จากปุชิตา พร้อมด้วยตัวละครอื่น ๆ อีกมากมาย ยังคงเปี่ยมด้วยชีวิต รอผู้เดินทางผ่านเข้ามาในโลกตัวอักษร และทำความรู้จักกันอีกในหลายๆ โอกาส
ลาก่อนครับ 'บินหลา คาราคีรี' (นามปากกาทีเล่นทีจริงก่อนมาใช้ บินหลา สันกาลาคีรี)
ขอบคุณที่เราได้พบกันเพราะหนังสือ

#บินหลาสันกาลาคีรี #เราพบกันเพราะหนังสือ

สำหรับ Kafka readers น่าดูมาก ๆ เลย
05/10/2025

สำหรับ Kafka readers น่าดูมาก ๆ เลย

▪️ สิ้นสุดการรอคอย! Franz—ภาพยนตร์ชีวประวัติของ ฟรันซ์ คาฟคา นักเขียนผู้ลึกลับและทรงอิทธิพลแห่งศตวรรษที่ 20—ประกาศวันเข้าฉายในไทยแล้ว...

▪️ Franz เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับตัวตน สังคม และชีวิตอัน 'แปลกแยก' ของ ฟรันซ์ คาฟคา ในกรุงปรากช่วงยุคต้นศตวรรษที่ 20 ผ่านมุมมองใหม่ๆ ที่หลากหลายและแตกต่างไปจากภาพยนตร์ชีวประวัติแบบเดิมๆ ไม่ว่าจะเป็นจดหมาย บันทึกส่วนตัว หรือ แม้แต่ความฝัน เพื่อดำดิ่งลงไปสำรวจภายในจิตใจของชายผู้โดดเดี่ยวและไม่อาจหาที่ทางของตัวเองในโลกได้

▪️ ภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับโดย Agnieszka Holland ผู้กำกับหญิงชาวโปแลนด์เจ้าของผลงาน Green Border (2023) ที่คว้ารางวัล Special Jury Prize จากเทศกาล Venice Film Festival, Europa Europa (1990) และ Olivier, Olivier (1992)

▪️ หลังจากเปิดตัวรอบปฐมทัศน์ที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตรอนโต (TIFF) ไปเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาด้วยเสียงตอบรับที่ออกมาดีอย่างน่าเหลือเชื่อ และแล้วก็มาถึงคราวของพวกเราที่จะได้รับชมภาพยนตร์ชีวประวัติของ ฟรันซ์ คาฟคา เรื่องนี้บนจอใหญ่ๆ กันสักที

▪️ ในบ้านเรามีโปรแกรมเข้าฉายใน 'เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพมหานคร หรือ BKKIFF2025' ซึ่งเป็นเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และได้รับการสนับสนุนจาก กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม และ THACCA

▪️▪️ วันที่ 4 ตุลาคม 2568 — โรงภาพยนตร์ เอส เอฟ เวิลด์ ซีเนม่า เซ็นทรัลเวิลด์ (รอบ 17.30)
▪️▪️ วันที่ 14 ตุลาคม 2568 — โรงภาพยนตร์ พารากอน ซีนีเพล็กซ์ สยามพารากอน (รอบ 17.45)

❝I am free and that is why I am lost.❞
— Franz Kafka

▪️สามารถซื้อตั๋วเข้าชมได้โดยตรงผ่านช่องทางของโรงภาพยนตร์ในรอบการฉายนั้นๆ

▪️และเนื่องจากรอบฉายมีจำกัดมากๆ เราขอแนะนำให้คุณรีบจองที่นั่งให้ไวที่สุด เพราะโอกาสดีๆ อย่างนี้... พลาดแล้วพลาดเลย!!!

▪️▪️▪️สำหรับใครที่สนใจภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ในเทศกาล BKKIFF2025 สามารถดูตารางฉายและรายละเอียดเพิ่มเติมแบบเต็มๆ ได้ที่ช่องคอมเมนต์

▪️▪️▪️และชวนทำความรู้จักกับคาฟคาผ่านหนังสือของ สนพ.สมมติ ที่พาเราเข้าสู่โลกในใจของคาฟคา...หนังสือเล่มนั้นชื่อว่า 'บันทึกปรัชญาขนาดสั้นของฟรันซ์ คาฟคา'

▪️ในปี ค.ศ.1917 ซึ่ง Kafka ล้มป่วยด้วย ‘วัณโรค’ และถูกส่งไปพักฟื้นที่หมู่บ้าน Zürau นอกกรุงปราก ที่นั่นเขาใช้ชีวิตอย่างสงบเพื่อทบทวนตัวเองและใช้เวลาช่วงนั้นเขียนข้อคิดสั้นๆ ทางปรัชญาที่ภายหลังได้รับการรวบรวมในชื่อ The Zürau Aphorisms

▪️หรือชื่อไทยว่า ‘บันทึกปรัชญาขนาดสั้นของฟรันซ์ คาฟคา’

▪️นี่ไม่ใช่หนังสือปรัชญาในความหมายแบบตำราที่เราเข้าใจกัน หากแต่คือหน้าต่างบานเล็กๆ ที่เปิดให้เราสอดส่องเข้าไปในความคิดของชายผู้รู้สึกแปลกแยกแม้แต่ในโลกของตัวเอง — เหมาะสำหรับคนที่ชอบนั่งทบทวนตัวเอง หรือมองหาความหมายเล็กๆ ในความเงียบของชีวิต

▪️บันทึกปรัชญาขนาดสั้นของฟรันซ์ คาฟคา
ว่าด้วยภาพสะท้อนของบาป, ความหวัง, ความทุกข์ทรมาน และหนทางที่แท้จริง

[The Zürau Aphorisms Reflections on Sin, Hope, Suffering, and the True Way]
วรรณกรรมในวงเล็บ ลำดับที่ 20

▪️ฟรันซ์ คาฟคา (Franz Kafka) : เขียน
▪️รัฐพล เพชรบดี : แปล
▪️โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์ : คำนิยม
▪️ปิยะวิทย์ เทพอำนวยสกุล : บรรณาธิการ
▪️DESIGN | ● สมมติ STUDIO ● | จิรวัฒน์ รอดอิ่ม
▪️ความหนา : 144 หน้า
▪️ราคา 200 บาท
▪️ISBN 978-616-562-031-4

▪️สั่งซื้อออนไลน์เท่านั้น
[ไม่มีวางจำหน่ายในร้านหนังสือขนาดใหญ่!]

หากจะกล่าวว่า I eat you up inside my head เป็นอรรถรสใหม่ทางภาษาที่ P.S  มักจะสรรหามาให้เหล่าผู้อ่านได้ลิ้มลองเสมอคงจะไม่...
12/09/2025

หากจะกล่าวว่า I eat you up inside my head เป็นอรรถรสใหม่ทางภาษาที่ P.S มักจะสรรหามาให้เหล่าผู้อ่านได้ลิ้มลองเสมอคงจะไม่ผิดอะไร “abstract” น่าจะเป็นคำจำกัดความของหนังสือเล่มนี้ได้ดีที่สุด การหยิบยกองค์ประกอบต่าง ๆ มาร้อยเป็นเรื่องราวได้อย่างประหลาด ทุกขยักที่ผ่านตาเราตั้งคำถามกับมันแทบจะทุกบทว่าทำไมถึงเป็นสิ่งนี้กันนะ โดยเฉพาะการยกสถานะของสิ่งไม่มีชีวิตขึ้นมาเป็นผู้กระทำ หรือมีความรู้สึกนึกคิดนั้นน่าสนใจอย่างมาก
การเรียงประโยคที่ฉวัดเฉวียนไปมาจนต้องอ่านทวนซ้ำอีกรอบ เป็นรสชาติแปลกใหม่ให้ผู้ลิ้มลองไปตีความกันเอาเอง เราพนันได้เลยว่าหากอ่านแล้วมานั่งคุยกัน ภาพในหัวของเราและนักอ่านคนอื่น แม้กระทั่งท่านผู้เขียนเอง คงไม่มีทางจะตรงกันเป็นแน่
ถ้านี่เป็นหนังสือเสียงคงจะเป็นเสียงของหญิงสาวนับสิบ ๆ ที่พยายามเล่าทั้งเรื่องรักและไม่รัก ความสัมพันธ์ของคนยุคปัจจุบัน ผ่าน “ความซับซ้อน ยุ่งยาก มึนงง” ทั้งจากบทริบทสังคมทุกวันนี้ที่มักทำให้ทุกอย่างซับซ้อนไปซะหมด และจากโครงสร้างประโยคประหลาดที่ชวนให้หัวคิ้วทั้งสองเคลื่อนที่เข้าหากัน ผู้เขียนใช้ทุกสรรพสิ่งให้มีส่วนร่วมในทุกการกระทำใด ๆ การหยิบยกให้ดอกไม้ เถาวัลย์ แมงเม่า ธรรมชาติและสรรพสัตว์ให้มีบทบาทเหนือมนุษย์ก็เป็นเอกลักษณ์หนึ่ง มนุษย์อาจจะไม่จำเป็น‘ประธาน’ในเรื่องเล่าของมนุษย์ด้วยกันเองก็ได้ การได้สัมผัสการเป็นตัวประกอบเฉย ๆ ก็เป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่ดีเหมือนกัน นอกจากนี้ I eat you up inside my head ยังทิ้งกลิ่นไอของความเป็นสมัยนิยม ไม่ว่าจะเป็นคอนเทนต์ในบทสนทนาที่มีความเป็นผู้ตื่นรู้ทางการเมือง มีความรู้ในประเด็นสังคมที่ทันสมัย
กล่าวได้ว่านี่เป็นงานเขียนยุคปัจจุบันที่ปัจจุบันที่สุดสำหรับเราก็ว่าได้ แม้บ้างจะกล่าวถึงอดีต แต่น้ำเสียงผู้เล่ายังเป็นปัจจุบัน คำศัพท์ที่เลือกใช้ แนวคิดที่นำมาผูกกับเรื่องราวบางเรื่องสะท้อนถึงแนวคิด มุมมอง ที่แสดงภาพของยุคสังคมปัจจุบันได้อย่างชัดเจน ประมาณว่า ‘งานเขียนสมัยนี้’ อะไรทำนองนั้น
และหากจะสอดส่องหาความสมเหตุสมผลจากหนังสือเล่มนี้ อาจจะต้องขอแสดงความเสียใจล่วงหน้าเพราะจะไม่พบเจอมันนัก แต่เราว่านั่นแหละคือเสน่ห์ของหนังสือเล่มนี้ การหลุดออกจากความเป็นจริงใด ๆ กระโดดออกไปสู่ความเป็นไปได้อื่น คือสเน่ห์และคุณค่าที่ I eat you up inside my head มอบให้ผู้อ่านที่สัญจรผ่านมา

____________________
หนังสือ I eat you up inside my head รับประทานสารตกค้างในกลีบดอกปอกเปิก
นักเขียน Mind Da Hed
จำนวน 171หน้า

ที่อยู่

48/91 ม. 14 ซอยวัดป่าอดุลยราม 1/5 ถ. มิตรภาพ ต. ในเมือง อ. เมือง
Khon Kaen
40000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Abdul Bookผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์