มองไปอนาคต

เส้นทาง

มองไปอนาคต ข้อมูลติดต่อ แผนที่และเส้นทาง แบบฟอร์มติดต่อ เวลาทำการ บริการ คะแนนรีวิว รูปภาพ วิดีโอ และข่าวสารจาก มองไปอนาคต, Mueang, Nonthaburi

เพจนี้ สร้างขึ้นเพื่อแบ่งปันหลักคิด และเกร็ดความรู้ต่างๆ เพราะชีวิตคนเรานั้นมันไม่ง่าย มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ถ้าเราพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ เราก็จะสามารถทำให้เรื่องที่มันไม่ง่ายนั้นให้ “เรียบง่าย” ได้ไม่ยากเลย

23/10/2026
การพร่ำบ่นอะไรออกไป คนแรกที่ได้ยิน ก็คือตัวเราเองพลังลบ ที่เกิดจากความคิด ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้พูดออกมา อาจจะแค่พึมพำอยู่...
05/10/2026

การพร่ำบ่นอะไรออกไป คนแรกที่ได้ยิน ก็คือตัวเราเอง
พลังลบ ที่เกิดจากความคิด ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้พูดออกมา อาจจะแค่พึมพำอยู่ในใจ
มันก็ส่งผลต่อตัวเราเช่นกัน ความคิดในเชิงลบ มันไม่มีรส ไม่มีกลิ่น
แต่มันสามารถทำให้คนค่อยๆตายได้ลงได้

ส่วนการขอบคุณ แค่คำว่า “ ขอบคุณ” ไม่ว่าเราจะเป็นคนพูด หรือเป็นคนรับ
เราก็จะรู้สึกดี รู้สึกปลาบปลื้ม เกิดความปิติในใจ
ขอบคุณทุกเรื่องราวที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ดี หรือเรื่องที่แย่
เพราะมันได้เกิดขึ้นแล้ว เราได้เห็น เราได้รับรู้ว่ามันเกิดขึ้นแล้ว ทุกอย่างล้วนเป็นประสบการณ์ที่ดี ต้องขอบคุณมันจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้คนรอบข้าง ขอบคุณตัวเอง ขอบคุณภรรยา,สามี ขอบคุณลูกๆ ขอบคุณพ่อแม่ ขอบคุณเพื่อนๆ อย่างน้อยวันนี้เรายังมีพวกเขาอยู่รอบตัว แค่เรารู้สึกขอบคุณ สิ่งดีดีมันได้เกิดขึ้นตั้งแต่ ณ วินาทีนั้นแล้ว
แล้วมันจะดึงความโชคดี ดึงดูดเรื่องราวดีดีเข้ามาในชีวิตเรา

รู้หรือไม่ ?รถยังผ่อนอยู่ แต่รถพังเสียหายจากภัยธรรมชาติ สัญญาเช่าซื้อถือว่าระงับทันที ผู้ซื้อไม่ต้องรับผิดชอบค่างวดที่เห...
01/10/2026

รู้หรือไม่ ?
รถยังผ่อนอยู่ แต่รถพังเสียหายจากภัยธรรมชาติ สัญญาเช่าซื้อถือว่าระงับทันที ผู้ซื้อไม่ต้องรับผิดชอบค่างวดที่เหลือ

จากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1589/2558 (คดีรถพังเสียหายจากสึนามิ) ได้วางแนวทางกฎหมายที่เป็นประโยชน์กับชาวบ้านในกรณีเกิดเหตุสุดวิสัยไว้ ดังนี้

สัญญาจบโดยอัตโนมัติ: เมื่อรถพังยับเยินจากภัยธรรมชาติ ถือเป็นเหตุสุดวิสัยที่ไม่ใช่ความผิดของคนซื้อ สัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดทันที

คืนแค่ซากรถ: ผู้เช่าซื้อ ทายาท และผู้ค้ำประกัน ไม่ต้องนำเงินไปซ่อมรถเพื่อคืนไฟแนนซ์ มีหน้าที่แค่ส่งมอบ "ซากรถ" ตามสภาพจริงคืนไป

ถ้าไม่มีซากมาคืน: กรณีซากรถสูญหาย ต้องชดใช้เงินตามราคาประเมินของซากรถแทน (ในคดีนี้ศาลตีราคาซากไว้ที่ 20,000 บาท)

สิ่งที่ต้องจ่ายชดเชย: แม้ไฟแนนซ์จะฟ้องเรียกเก็บค่ารถเต็มจำนวนไม่ได้ แต่ศาลกำหนดให้เราจ่าย "ค่าเสียหายส่วนกำไร" ที่ไฟแนนซ์ควรจะได้รับหากเราผ่อนจนจบสัญญา (คดีนี้ศาลคำนวณให้จ่ายที่ 37,400 บาท)

สิ่งที่ไม่ต้องจ่าย: ไฟแนนซ์เรียกเก็บค่างวดที่เหลือไม่ได้ เรียกค่าเช่าซื้อค้างชำระไม่ได้ (หากก่อนหน้านี้เราผ่อนตรงตลอดและไม่เคยผิดนัด) ศาลไม่ให้คิดดอกเบี้ยเพิ่ม และเรียกค่าติดตามทวงถามไม่ได้หากไม่มีหลักฐานชัดเจน

สรุปคือ หากรถเจอภัยธรรมชาติจนพังเสียหาย เราไม่ต้องผ่อนกุญแจเปล่าๆ แค่คืนซากรถ (หรือจ่ายค่าซากหากหาย) และรับผิดชอบจ่ายชดเชยส่วนที่เป็นกำไรให้ไฟแนนซ์ตามที่ศาลเห็นสมควรเท่านั้น

เพิ่มเติม:
จากคำพิพากษาศาลฎีกาข้างต้น เป็นคดีเกี่ยวกับ สัญญาเช่าซื้อรถยนต์ที่ทรัพย์สินสูญหายหรือเสียหายสิ้นเชิงจากภัยธรรมชาติ (เหตุสุดวิสัย) ซึ่งศาลได้วางแนวทางตีความข้อกฎหมายไว้ชัดเจนเกี่ยวกับการระงับของสัญญาและความรับผิดของผู้เช่าซื้อ
สาระสำคัญและหลักกฎหมายที่ศาลฎีกาวางไว้
สัญญาเช่าซื้อระงับทันทีตามกฎหมาย:
เมื่อรถยนต์ที่เช่าซื้อพังเสียหายจนไม่อาจนำกลับมาใช้งานได้อีก หรือสูญหายไปเนื่องจาก "เหตุสุดวิสัย" (ในคดีนี้คือเหตุการณ์ภัยธรรมชาติ/คลื่นสึนามิ) ถือว่าวัตถุแห่งสัญญาสูญหาย สัญญาเช่าซื้อจึง ระงับสิ้นไปทันทีตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 572 ประกอบมาตรา 219 โดยที่ไม่มีฝ่ายใดต้องรับผิดชอบในความสูญหายนั้นเนื่องจากไม่ได้เกิดจากความผิดของผู้เช่าซื้อ
ไม่ต้องผ่อนค่างวดที่เหลือต่อ:
เมื่อสัญญาเช่าซื้อระงับลงแล้ว สิทธิและหน้าที่ของทั้งสองฝ่ายตามสัญญาจึงจบลงด้วย ผู้เช่าซื้อจึงไม่มีหน้าที่ต้องชำระค่างวดที่ยังเหลืออยู่ตามสัญญาให้แก่ไฟแนนซ์ (ผู้ให้เช่าซื้อ) อีกต่อไป
การคืนทรัพย์หรือคืนสภาพ:
ผู้เช่าซื้อมีหน้าที่เพียงส่งมอบซากทรัพย์สิน (ถ้ายังเหลืออยู่) คืนให้แก่ไฟแนนซ์ หรือหากชดใช้ราคาแทน ก็ชดใช้เฉพาะมูลค่าซาก/ราคารถตามสภาพที่เป็นจริง ณ วันที่สัญญาระงับ โดยไม่ใช่การผ่อนชำระค่างวดที่เหลือจนครบสัญญา
สรุปความหมายแบบเข้าใจง่ายๆ
หากรถยนต์ที่ติดไฟแนนซ์ถูกทำลายจนเสียหายสิ้นเชิงจาก ภัยธรรมชาติหรือเหตุสุดวิสัย โดยผู้เช่าซื้อไม่ได้ประมาทเลินเล่อ สัญญาเช่าซื้อถือว่า ยุติลงทันที ผู้เช่าซื้อ ไม่ต้องผ่อนค่างวดที่เหลือต่อ ให้ไฟแนนซ์ เพียงแต่ต้องส่งมอบซากรถคืน (ถ้ามี) หรือรับผิดชอบเฉพาะมูลค่าซากทรัพย์นั้นเท่านั้น
(ข้อสังเกต: คดีนี้มักถูกนำมาอ้างอิงเป็นบรรทัดฐานเวลามีเหตุภัยธรรมชาติ เช่น น้ำท่วมใหญ่ หรือภัยพิบัติร้ายแรงที่ทำให้รถยนต์เสียหายทั้งคัน)
#รถจมน้ำ #ความรู้กฎหมาย #สัญญาเช่าซื้อ #หนี้ไฟแนนซ์

[1] ในมุมของเจ้าหน้าที่ประเมินจากบริษัทประกันและสำนักงานเขต บ้านที่ยังไม่ได้เก็บกวาด คือ หลักฐานชิ้นใหญ่ที่สุด ทั้งคราบน...
30/09/2026

[1] ในมุมของเจ้าหน้าที่ประเมินจากบริษัทประกันและสำนักงานเขต บ้านที่ยังไม่ได้เก็บกวาด คือ หลักฐานชิ้นใหญ่ที่สุด ทั้งคราบน้ำ เฟอร์นิเจอร์ที่เปียก หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่จมน้ำอยู่ เป็นสิ่งยืนยันได้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างกับบ้านคุณ

แต่ถ้าเราเก็บกวาดเสร็จไปก่อน หลักฐานเหล่านั้นก็หายไปด้วยครับ

ตอนนี้ กทม. ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยครบ 50 เขต มีผลตั้งแต่ 25 ก.ย. 2569 ทั้งการเคลมประกันและการขอเงินช่วยเหลือจากรัฐต้องผ่านการประเมินความเสียหายจริงก่อนทั้งคู่

ลำดับของสิ่งที่ต้องทำในวันแรก ๆ จึงมีผลต่อเงินที่จะได้คืนมากกว่าที่คิด

1. ตัดไฟก่อนก้าวเข้าบ้าน ⚡

ข้อนี้ไม่เกี่ยวกับเงิน แต่ต้องมาก่อนทุกข้อ

- สับเบรกเกอร์ลงก่อนเข้าบ้าน ถ้าตู้ไฟอยู่ในจุดที่เคยจมน้ำหรือยังเปียก ให้รอช่างไฟ

- ห้ามเสียบปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เคยจมน้ำเพื่อลองดูว่ายังใช้ได้ไหม

- ใส่รองเท้าบูทและถุงมือยาง เพราะน้ำท่วมขังเสี่ยงโรคฉี่หนู (เลปโตสไปโรซิส) และมีของมีคมจมอยู่ใต้โคลน

การลองเสียบปลั๊กนอกจากจะอันตรายแล้ว ยังอาจทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่แค่เปียกกลายเป็นเสียหายถาวร และทำให้ประเมินได้ยากว่าเสียเพราะน้ำหรือเพราะไฟช็อต

[2] ถ่ายเส้นระดับน้ำ ก่อนถ่ายอย่างอื่น 📸

ตัวเลขที่ใช้ประเมินความเสียหายมากที่สุด คือ น้ำขึ้นสูงแค่ไหน

สำหรับรถยนต์ คปภ. แบ่งความเสียหายจากน้ำท่วมเป็น 5 ระดับตามความสูงของน้ำ ตั้งแต่ท่วมถึงพรมไปจนถึงจมทั้งคัน ส่วนบ้าน ระดับน้ำบอกได้ว่าอะไรน่าจะเสียบ้าง เช่น ปลั๊กไฟ ตู้ล่าง หรือผนังชั้นล่าง

วิธีถ่ายที่แนะนำ คือ

- ถ่ายคราบน้ำบนผนังให้เห็นชัด แล้ววางตลับเมตรหรือไม้บรรทัดทาบไว้ข้าง ๆ

- ถ่ายคราบน้ำเทียบกับจุดอ้างอิงที่ทุกคนรู้ความสูง เช่น ปลั๊กไฟ ลูกบิดประตู หรือขอบโต๊ะ

- ถ่ายมุมกว้างให้เห็นเลขที่บ้าน เพื่อยืนยันว่าเป็นบ้านหลังนี้

- ถ่ายวิดีโอเดินให้ทั่วบ้านอีกหนึ่งรอบ

ข้อดีของวิดีโอคือเก็บภาพได้ครบในเวลาสั้น ๆ แต่ที่ต้องระวังคือวิดีโออย่างเดียวบางครั้งมองรายละเอียดไม่ชัด ควรถ่ายรูปนิ่งเฉพาะจุดสำคัญเพิ่มด้วย

[3] รถที่จมน้ำ อย่าบิดกุญแจ 🚗

ถ้ามีน้ำเข้าไปในห้องเครื่อง การสตาร์ทอาจทำให้เครื่องยนต์เสียหายหนักกว่าเดิมมาก และทำให้การประเมินซับซ้อนขึ้น

- ถ่ายรูปรถจากสี่ด้าน ให้เห็นคราบน้ำเทียบกับล้อ ประตู และกระจก

- ถ่ายภายในรถ ทั้งพรม เบาะ และคอนโซลหน้า

- โทรแจ้งบริษัทประกันเพื่อให้ลากรถไปอู่ ไม่ต้องขับไปเอง

ถ้ามีประกันชั้น 1 ความเสียหายจากน้ำท่วมอยู่ในความคุ้มครอง และถ้าค่าซ่อมเกิน 70% ของทุนประกัน บริษัทจะจ่ายเต็มทุนประกันตามกรมธรรม์ แต่ถ้าเป็น 2+ หรือ 3+ แบบมาตรฐาน น้ำท่วมจะไม่อยู่ในความคุ้มครอง ยกเว้นซื้อความคุ้มครองภัยธรรมชาติเพิ่มไว้ ข้อนี้เช็กได้จากตารางกรมธรรม์ครับ

[4] แยกกองของเสียหาย อย่าเพิ่งส่งไปรถขยะ 🧹

ของที่เสียหายแล้วคือหลักฐาน แม้จะใช้ไม่ได้แล้วก็ตาม

- แยกของเสียหายไว้มุมหนึ่งของบ้านหรือหน้าบ้าน อย่าปนกับขยะทั่วไป

- ถ่ายรูปทีละชิ้น ให้เห็นยี่ห้อ รุ่น หรือป้ายสติกเกอร์ถ้ามี

- จดรายการคร่าว ๆ ว่าซื้อเมื่อไหร่ ราคาประมาณเท่าไหร่

อาหาร ของสด หรือของที่ส่งกลิ่นและเสี่ยงต่อสุขภาพ ไม่ควรเก็บไว้นาน ให้ถ่ายรูปไว้แล้วทิ้งได้เลย สุขภาพของคนในบ้านมาก่อนหลักฐานเสมอ

ถ้าบ้านมีอุปกรณ์ทำมาหากิน เช่น จักรเย็บผ้า รถเข็นขายของ ตู้แช่ หรือเครื่องมือช่าง ให้แยกกองนี้ไว้ต่างหาก เพราะหลักเกณฑ์ของ กทม. มีหมวดเครื่องมือประกอบอาชีพโดยเฉพาะ ไม่เกิน 11,400 บาทต่อครัวเรือนครับ

[5] รวบรวมเอกสารไว้ในที่เดียว แม้จะเปียก 🌧️

เอกสารที่ต้องใช้แทบทุกทาง

- บัตรประชาชน และทะเบียนบ้าน

- หลักฐานกรรมสิทธิ์ เช่น โฉนด หรือหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด ถ้าเช่าอยู่ให้ใช้สัญญาเช่า

- กรมธรรม์ประกันบ้านและประกันรถ

- ใบเสร็จหรือใบรับประกันของชิ้นใหญ่ ถ้ายังมีอยู่

ถ้าเอกสารเปียก อย่าเพิ่งทิ้ง ให้ถ่ายรูปไว้ก่อนแล้วผึ่งให้แห้ง เอกสารราชการหลายอย่างขอคัดสำเนาใหม่ได้ภายหลัง แต่ถ้ามีรูปอยู่แล้ว การยื่นเรื่องช่วงแรกจะง่ายขึ้นมาก

ถ้าหากรมธรรม์ไม่เจอ โทรถามบริษัทประกันได้เลย แค่ใช้เลขบัตรประชาชนหรือเลขทะเบียนรถ

ระหว่างนี้ ลองเปิดหาตารางกรมธรรม์ (หน้าที่มีชื่อ วงเงิน และรายการความคุ้มครอง) ดูสามอย่าง

1) มีคำว่า "น้ำท่วม" หรือ "ภัยธรรมชาติ" ไหม ?

2) วงเงินเท่าไหร่ ? ในแบบกรมธรรม์ประกันบ้านมาตรฐาน ภัยธรรมชาติทุกภัยรวมกันไม่เกิน 20,000 บาทต่อปี

3) มี "ความเสียหายส่วนแรก" ที่ต้องจ่ายเองไหม ?

[6] แจ้งบริษัทประกันก่อนซ่อม และจดทุกอย่างไว้ ✏️

จุดที่ทำให้การเคลมติดขัดบ่อย คือการซ่อมเสร็จแล้วค่อยแจ้ง ดังนี้ควร..

- โทรแจ้งบริษัทประกันให้เร็วที่สุด

- จดเลขรับแจ้งเคลม ชื่อผู้รับเรื่อง และวันเวลาที่โทร

- ถามให้ชัดว่า ต้องรอเจ้าหน้าที่มาดูก่อนซ่อมไหม และซ่อมเองได้หรือต้องใช้อู่หรือช่างที่บริษัทกำหนด

ข้อดีของการแจ้งเร็ว คือ ได้คิวประเมินเร็วขึ้น ช่วงน้ำท่วมใหญ่คนแจ้งพร้อมกันเยอะมาก แต่ที่ต้องระวังคือ ควรการป้องกันไม่ให้ทรัพย์สินเสียหายเพิ่มเติม เช่น เปิดหน้าต่างระบายความชื้น หรือขนของที่ยังดีขึ้นที่สูง ทำได้และควรทำ แค่ถ่ายรูปก่อนลงมือ และเก็บใบเสร็จไว้ทุกใบ

[7] แจ้งเขตให้ประเมิน ก่อนซ่อมใหญ่ 🙋‍♂️

ผู้ที่ต้องการเงินช่วยเหลือจากรัฐมีขั้นตอนที่ กทม. กำหนดไว้ คือ

1) แจ้งความเสียหายที่สำนักงานเขต

2) รอเจ้าหน้าที่ลงสำรวจ

3) ออกหนังสือรับรองผู้ประสบภัย

อัตราช่วยเหลือสูงสุดตามหลักเกณฑ์

- ค่าวัสดุซ่อมแซมบ้าน ไม่เกิน 49,500 บาท
- ค่าเช่าที่พักชั่วคราว 3,000 บาท กรณีบ้านเสียหายบางส่วน หรือ 3,000 บาทต่อเดือน นาน 2 เดือน กรณีเสียหายทั้งหลัง
- เครื่องมือประกอบอาชีพ: ไม่เกิน 11,400 บาทต่อครัวเรือน
- ค่าดำรงชีพเบื้องต้น 1,800-3,800 บาทต่อครัวเรือน
ตัวเลขเหล่านี้คือเพดาน ยอดจริงขึ้นกับผลประเมิน ถ้าซ่อมเสร็จก่อนเจ้าหน้าที่มาดู หลักฐานที่เหลืออยู่ก็มีแค่รูปถ่าย ข้อ 2 และข้อ 4 จึงสำคัญมากครับ

เก็บใบเสร็จค่าวัสดุซ่อมไว้ทุกใบ ใช้ได้ทั้งกับประกันและกับเขต ส่วนผู้เช่า ควรโทรถามเขตก่อนว่าต้องใช้เอกสารอะไรแทนหลักฐานกรรมสิทธิ์

📍ช่องทางติดต่อ
- สำนักงานเขตที่บ้านตั้งอยู่
- สายด่วน กทม. 1555 (24 ชั่วโมง)
- แอป Traffy Fondue
- ถ้าติดปัญหาการเคลมกับบริษัทประกัน: สายด่วน คปภ. 1186

ทั้ง 7 ข้อข้างต้นไม่ได้ใช้เวลามาก ถ้าทำตามลำดับ ส่วนใหญ่เสร็จได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง แต่ถ้าสลับลำดับ เช่น เก็บกวาดก่อนแล้วค่อยนึกถึงการถ่ายรูป บางอย่างจะย้อนกลับมาทำไม่ได้อีกเลย

เคสนี้สะท้อนหลักที่ใช้ได้กับทุกความเสียหาย ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุรถ ไฟไหม้ หรือของหาย สิ่งที่ทำไปแล้วแก้ใหม่ได้ แต่หลักฐานที่ทิ้งไปแล้วเอาคืนไม่ได้

เซฟโพสต์นี้เก็บไว้กันครับ และถ้ารอบตัวมีใครที่บ้านโดนน้ำท่วมอยู่ การส่งต่ออาจช่วยให้เขาได้เงินคืนมากกว่าที่ควรจะเสียไปครับ

ที่มา:
https://thestandard.co/bma-flood-relief-50-districts/
https://www.thaipost.net/hi-light/1077221/
https://www.bangkokinsurance.com/download/Agreement_file/Rukbaan_Residence24.pdf

คำพูด ไม่มีรส ไม่มีสี และไม่มีกลิ่นคำพูด บางครั้งทำให้คนตายได้ คำพูด ทำให้คนท้อแท้ หมดหวัง ล้มเลิกได้หรือบางคนต้องยอมแพ้...
19/09/2026

คำพูด ไม่มีรส ไม่มีสี และไม่มีกลิ่น
คำพูด บางครั้งทำให้คนตายได้
คำพูด ทำให้คนท้อแท้ หมดหวัง ล้มเลิกได้
หรือบางคนต้องยอมแพ้ตั้งแต่อยู่ในมุ้ง
ยังไม่มีโอกาสได้ต่อสู้ หรือลงมือทำเลย
เพราะคำพูดของใครบางคน โดยเฉพาะคนใกล้ตัว
คำพูดคนมีหลายลักษณ
บางคนพูดเหมือนหวังดี แต่ประสงค์ร้าย
บางคนหวังดี แต่สื่อสารในทางลบ
บางคนรักเรา เป็นห่วงเราจริงๆ แต่ขาดประสบการณ์ในเรื่องนั้นๆ
เลยพูดกับเรา จากประสบการณ์ของเขา แต่มันทำให้เราไม่กล้าไปต่อ
หยุดวงจรเหล่านี้ได้ด้วย
การมีสติ ศึกษารายละเอียดในเรื่องนั้นๆ ที่เราอยากทำ
ศึกษาให้รู้จริง แล้วลองลงมือทำ อาจจะลองผิดลองถูกในเบื้องต้น
แต่ผลลัพธ์ของมัน จะอธิบายทุกอย่างให้เราเอง ขอแค่อย่าใจร้อน
อย่าด่วนสรุป
.
ได้เกิดเป็นคน จะทำอะไร ต้องทำให้สุด
ไม่ใช่ทำแค่ครึ่งๆกลางๆ แล้วบอกว่ามันไม่เวิร์ก ล้มเลิกไปก่อน
คือ…ไปไม่สุด สุดท้ายเลยต้องเป็นเหมือนกับคำพูด ที่คนอื่นเขาพูดไว้จริงๆ
ตัวเรา คือ พยานของตัวเองที่ดีที่สุด
เรียนรู้ ฝึกฝน ประเมิน พัฒนา
จงเชื่อมั่นในตัวเอง

5 กับดัก ของคนที่ชอบพัฒนาตัวเอง1.คิดว่ารู้มากจะทำให้เปลี่ยนชีวิต จริงๆความรู้เป็นสิ่งที่ที่ดี แต่การที่จะเปลี่ยนชีวิตได้...
12/09/2026

5 กับดัก ของคนที่ชอบพัฒนาตัวเอง

1.คิดว่ารู้มากจะทำให้เปลี่ยนชีวิต
จริงๆความรู้เป็นสิ่งที่ที่ดี แต่การที่จะเปลี่ยนชีวิตได้จริง คือ การเอาความรู้ไปเผชิญ หลายคนเขาใช้การเรียนรู้เพื่อหนี หนีความกลัวบางอย่างในชีวิตของตัวเอง หนีความรับผิดชอบ เขาเรียนๆ สะสมไว้ แต่ไม่ลงมือทำสุดท้ายมันก็ไม่สามารถพัฒนาตัวเองได้จริงๆสักที

2.ฉันยังรู้ไม่พอ
ฉันต้องรู้มากกว่านี้ ซึ่งทั้งหมดขับเคลื่อนจากความกลัวทั้งหมดเลย จริงๆคนที่เขาสำเร็จเขาเริ่มในวันที่เขาไม่พร้อม ความรู้เป็นสิ่งที่ดีแต่เราเอาความรู้นั้น ลงมือทำไปเลย แล้วค่อยมาดูว่าเรายังขาดอะไร เราค่อยไปเรียนเพิ่มไม่ใช่หลับหูหลับตาเรียนไปเรื่อย แล้วเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองยังขาดอะไร

3.มักคิดว่าปัญหาอยู่ที่พฤติกรรม
เช่น เขารู้สึกว่า เขาไม่มีวินัย เลยไปฝึกเรื่องวินัย รู้ว่าไม่มีความรู้ทางการเงิน ฉันจะไปฝึกเรื่องการเงิน แต่จริงๆแล้วคนที่เขามีปัญหา แล้วเขาแก้ถูกจุด คือ เขาไปแก้ที่กระดุมเม็ดแรกนั่นคือ Mindset & เป้าหมาย เขาจะมี Mindset ที่ถูกต้องกับการพัฒนาตัวเองและมีเป้าหมายที่ชัดเจนว่า เขาจะทำไปเพื่ออะไรไม่งั้นเรียนให้ตายสุดท้าย ข้างในก็ไม่รู้ว่าจะทำไปเพื่ออะไร มันก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงอยู่ดี

4.เข้าใจผิดว่าฉันต้องมี Passion ก่อน
ฉันจะตามหา Passion ฉันต้องมี Passion ฉันถึงจะประสบความสำเร็จได้ ฉันถึงจะมีความสุขในชีวิต ซึ่งจริงๆมันไม่ใช่เลย ในความเป็นจริง Passion เกิดขึ้นทีหลังลงมือทำ คุณต้องลงมือทำบางอย่างก่อน แล้วคุณค่อยเห็นว่าคุณทำได้ จังหวะที่คุณเห็นการแก้ปัญหา Overcome (เอาชนะ,ฝ่าฟัน) สำเร็จ ตอนนั้นมันจะเกิดความศรัทธาในตัวเอง แล้วค่อยจะทำให้รู้จักคำว่า Passion
5.คนที่ชอบพัฒนาตัวเองส่วนใหญ่ ชอบพุ่งมาเรียนเพื่อไปพัฒนาคนอื่น
ฉันจะเรียนการสื่อสารเพื่อไปแก้คนนั้น ฉันจะเรียนเพื่อไปให้อภัยคนนี้ ฉันจะเรียนเพื่อก้าวข้ามความโกรธคนนั้น ซึ่งมันผิดหมดเลยในความเป็นจริงแล้วเราต้องเรียนเพื่อเอาไปพัฒนาตัวเอง ในคลาสการสื่อสาร เรามีรูปแบบการสื่อสารเป็นแบบไหน เราอยากปรับแก้จุดไหน เราให้อภัยคนอื่นได้ เราให้อภัยตัวเองหรือยัง อยากเมตตาคนอื่น เคยเมตตาตัวเองไหม เวลาที่เราเรียนไปแล้ว แต่ยังนั่งโกรธตัวเองอยู่ เราทำร้ายตัวเองไปขนาดไหนแล้ว ฉะนั้นการพัฒนาตัวเองที่ถูกต้อง คือ เริ่มจากกระดุมเม็ดแรก เราจะเห็นชัดเลยว่ามันคือ 80/20 80% คือพัฒนาภายใน 20% พัฒนา Skill แต่คนส่วนใหญ่มักทำสลับกัน โดยเอา 80% ไปพัฒนาสิ่งอื่นก่อน สุดท้ายก็ล้มเหลวเหมือนเดิม เพราะฉะนั้นถ้าอยากพัฒนาตัวเอง ต้องรู้จักตัวเอง ต้องเข้าใจตัวเอง และเริ่มต้นให้ถูกต้อง ตั้งแต่กระดูกเม็ดแรก

ที่อยู่

Mueang
Nonthaburi
11000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ มองไปอนาคต โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ทางลัด

แชร์