12/06/2026
วันนี้ ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ผมอยากกราบขอบพระคุณ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ เป็นอย่างสูง
ไม่ใช่เพียงเพราะพระองค์ทรงเป็นพระบรมวงศานุวงศ์ แต่เพราะพระองค์ทรงเลือกอุทิศพระวรกายทำงานในพื้นที่ที่คนจำนวนมากมองข้าม
พื้นที่ที่มืดมน
พื้นที่ที่ไม่น่าชื่นชม
และบางครั้งเป็นพื้นที่ที่สังคมจำนวนมากเลือกจะไม่มอง
---
หนึ่งในพื้นที่นั้น คือ ผู้ต้องขัง โดยเฉพาะผู้ต้องขังหญิง และผู้พ้นโทษ
จากการได้ศึกษาพระราชกรณียกิจของพระองค์ ทำให้ผมพบว่า "พระองค์ไม่ได้ทรงมองเพียงว่าใครทำผิดหรือถูก"
แต่ทรงมองเห็นความเป็นมนุษย์ที่ยังคงอยู่ในคนเหล่านั้น
ทรงมองเห็นเด็กที่เกิดในเรือนจำ
ทรงมองเห็นผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ในสภาพแวดล้อมที่ยากลำบาก
ทรงมองเห็นผู้พ้นโทษที่ต้องกลับออกมาใช้ชีวิตโดยไม่มีใครให้โอกาส
ทรงมองเห็นชีวิตที่คนจำนวนมาก รวมถึงตัวผมเอง อาจเคยมองข้าม
---
และสิ่งที่ผมยิ่งเคารพ คือ พระองค์ไม่ได้เพียงทรงเห็น
แต่ทรงลงมือทำอย่างต่อเนื่อง เป็นระบบ และยาวนานนับสิบปี
เพื่อให้คนเหล่านั้นมีโอกาสกลับมามีศักดิ์ศรี มีอาชีพ มีอนาคต และมีโอกาสที่จะมีความสุขได้อีกครั้ง
สิ่งที่ทำให้ผมประทับใจมากที่สุด ไม่ใช่เพียงการช่วยเหลือผู้ต้องขังในระหว่างที่พวกเขาอยู่ในเรือนจำ
---
แต่คือ การที่พระองค์ทรงมองไปไกลกว่านั้น
ทรงมองไปถึงวันที่คนเหล่านั้นพ้นโทษออกมา
วันที่พวกเขาต้องกลับมาใช้ชีวิตร่วมกับสังคมอีกครั้ง
วันที่พวกเขาต้องหาอาชีพ
ต้องหาเงิน
ต้องดูแลครอบครัว
และต้องเผชิญกับอคติจากผู้คนรอบตัว
เพราะแม้คนคนหนึ่งจะพ้นโทษแล้ว
แต่หากสังคมยังไม่ให้โอกาส
ไม่มีงานให้ทำ
ไม่มีทุนให้เริ่มต้นชีวิตใหม่
ไม่มีใครเชื่อว่าเขาสามารถเปลี่ยนแปลงตนเองได้
เขาก็อาจกลับไปสู่ปัญหาเดิมอีกครั้ง
---
พระองค์จึงไม่ได้ทรงทำงานเพียงเพื่อช่วยเหลือคนในเรือนจำ
แต่ทรงพยายามสร้างระบบที่ช่วยให้คนสามารถกลับมาใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีได้อีกครั้งหลังพ้นโทษ
ไม่ว่าจะเป็นการผลักดันข้อกำหนดกรุงเทพ (Bangkok Rules) ในระดับสหประชาชาติ
การจัดตั้งโครงการกำลังใจ
การสนับสนุนการฝึกอาชีพ
การช่วยให้ผู้พ้นโทษเข้าถึงแหล่งทุน
หรือการสร้างโอกาสในการทำมาหากินอย่างสุจริต
สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้ผมเห็นว่า
พระองค์ไม่ได้ทรงมองเพียง "ความผิด"
แต่ทรงมองเห็น "โอกาสในการเปลี่ยนแปลง"
ของมนุษย์คนหนึ่ง
---
ในฐานะผู้รับผิดชอบบริษัท SuperShe
สิ่งหนึ่งที่เจตนาเริ่มต้นของ SuperShe เชื่อมโยงกับพระราชกรณียกิจของพระองค์ คือ "ความเชื่อ" ว่า
การช่วยเหลือผู้คนอย่างยั่งยืน ไม่ใช่เพียงการให้ความสงสาร หรือ ให้เงินเพียงครั้งคราว
แต่คือ "การช่วยให้เขามีความสามารถที่จะรับผิดชอบตนเองได้"
มีอาชีพ
มีรายได้
และมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์กลับคืนมา
---
พระองค์จึงทรงพยายาม ให้ทั้งความรู้ ที่สามารถเป็น ทักษะ อาชีพ และระบบสนับสนุน เพื่อให้คนเหล่านั้น เกิดความเชื่อและเข้าถึงโอกาส กลับมารับผิดชอบชีวิตของตนเองได้อีกครั้ง
สิ่งนี้ทำให้ผมนึกถึงความรู้เรื่อง "ความเชื่อ" ที่ผมได้รับจากครอบครัวของที่ปรึกษา SuperShe ที่มีจุดเริ่มต้นจากการสร้างความรู้ของคุณเอส ซึ่งผมจัดเก็บเป็นภาษาไว้ว่า
"ความเชื่อ" เกิดจาก "การนำสิ่งที่ไม่รู้ออก" (อัญญาณี มุขสมบัติ และ เอกราช จันทร์ดอน, 2548)
จากความเข้าใจของผม คนคนหนึ่งจะเกิดความเชื่อที่สอดคล้องกับความจริงได้ ไม่ใช่เพียงเพราะมีคนบอกให้เชื่อ
แต่ต้องค่อย ๆ นำสิ่งที่ไม่รู้ ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน หรือความสิ้นหวังที่ขัดขวางการเปลี่ยนแปลง ออกไปทีละส่วน
การให้กรอบคิด ความรู้ที่ถูกต้อง และโครงสร้างงานที่ช่วยให้คนได้ลงมือทำ ได้ทบทวน และได้เห็นผลจริง จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก
เพราะเมื่อคนคนหนึ่งเริ่มเห็นจากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับชีวิตของตนเองว่า "ชีวิตของเขายังเปลี่ยนแปลงได้" ความเชื่อใหม่จึงค่อย ๆ เกิดขึ้นจากภายใน
นี่คือสิ่งที่ผมเห็นร่วมกัน ระหว่างพระราชกรณียกิจของพระองค์ กับ งานที่ SuperShe พยายามรับผิดชอบมาตลอด แม้จะยังอยู่ในขอบเขตเล็กๆ ตั้งแต่เริ่มต้นก่อตั้งบริษัท เมื่อปี 2555
---
วันนี้ ผมจึงอยากใช้พื้นที่เล็ก ๆ นี้
กราบขอบพระคุณพระองค์ภา
สำหรับพระวิริยะอุตสาหะตลอดพระชนม์ชีพ
สำหรับการทรงงานในพื้นที่ที่คนจำนวนมากไม่อยากเข้าไปทำ
สำหรับการมองเห็นชีวิตที่คนจำนวนมากเลือกมองข้าม
และสำหรับการสร้างโอกาสให้ผู้คนจำนวนมาก ได้กลับมามีศักดิ์ศรี มีความหวัง และมีอนาคตอีกครั้ง
---
แม้พระองค์จะเสด็จจากไปแล้ว
แต่ผลงาน แนวคิด และโอกาสที่พระองค์ทรงสร้างไว้
ยังคงอยู่กับผู้คนอีกมากมาย
รวมถึงอยู่ในความทรงจำของประชาชนคนหนึ่งอย่างผมด้วย
ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้
พรอนันต์ อุดมถาวรสุข
CEO, SuperShe Corporation Co., Ltd.