BoookPackerr เมื่อเพื่อนสนิทที่เรียกว่า ‘หนังสือ’ วางแผนออกเดินทางไปหา ‘มิตรใหม่’ ที่ต้องการหนังสือสักเล่ม

“ความหมายของลมหายใจ”เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสเข้าร่วมฟังเสวนาของ อาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ ณ พื้นที่แห่งการเรีย...
26/05/2026

“ความหมายของลมหายใจ”

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสเข้าร่วมฟังเสวนาของ อาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ ณ พื้นที่แห่งการเรียนรู้ สวนโมกข์กรุงเทพฯ จึงอยากนำบางส่วนมาแบ่งปันต่อ ...

อาจารย์เล่าถึงประสบการณ์การเดินจาริกสู่ “เขาไกรลาส” ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งทิเบต ซึ่งชาวพุทธสายวชิรญาณเชื่อว่า ผู้ที่เดินทางไปถึงที่นั่น คือผู้ที่พร้อมเผชิญหน้ากับความตาย และการได้จาริกสู่ไกรลาส คือบุญครั้งสำคัญของชีวิต

เขาไกรลาสมีระดับความสูงมากกว่า 6,000 เมตร
ระหว่างการเดินขึ้นสู่ยอดเขา ร่างกายต้องปรับตัวกับภาวะออกซิเจนน้อย อากาศที่หนาวจัด และเส้นทางอันลาดชัน ความยากลำบากในการหายใจค่อย ๆ ดึงพลังชีวิตออกไปทีละน้อย จนต้องพึ่งพาออกซิเจนเพื่อประคองลมหายใจ

และในช่วงเวลานั้นเอง อาจารย์ได้สัมผัสถึงคุณค่าของสิ่งธรรมดาที่สุดในชีวิต สิ่งที่อยู่กับเรามาตั้งแต่วินาทีแรกที่ลืมตาดูโลกนั่นก็คือ “ลมหายใจ”

เมื่อออกซิเจนกลายเป็นสิ่งจำเป็นต่อการมีชีวิต
อาจารย์จึงได้ตระหนักว่า ชีวิตนี้เปราะบางเพียงใด
ความตายไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่กำลังยืนอยู่ตรงหน้าเราเสมอประสบการณ์ครั้งนั้น ทำให้อาจารย์เข้าใจความหมายของชีวิตอย่างลึกซึ้ง

หากใครอยากรู้ว่า การเดินภาวนาบนเส้นทางแห่งศรัทธา ทำให้อาจารย์ค้นพบอะไรบ้าง อยากชวนให้อ่านหนังสือ “ไกรลาส : การจาริกบนวิถีแห่งศรัทธา”

เพราะนี่ไม่ใช่เพียงบันทึกการเดินทาง
แต่คือ “การเดินทางภายใน”
อาจารย์ใช้การเดิน เผชิญความเหนื่อย ความหนาว ความกลัว และความไม่แน่นอน เป็นบทสนทนาระหว่างตัวเองกับชีวิต

หนังสือเล่มนี้ชวนเราตั้งคำถามกับหลายสิ่ง
• การเดินทางเพื่อลดอัตตาของตัวเอง
• ความศรัทธาที่ไม่ใช่ความงมงาย แต่คือการเปิดใจต่อบางสิ่งที่ใหญ่กว่าตัวเรา
• การเผชิญความทุกข์อย่างสงบ
• การเรียนรู้ว่า แม้ร่างกายจะมีขีดจำกัด แต่จิตใจอาจไปได้ไกลกว่านั้น

24/05/2026

อากาศแบบนี้ หนีเที่ยวกันค่ะ เราจะพาทุกคนไปนครปฐม แบบ 1 วันที่เที่ยว...

22/05/2026

'แดเนียล ซูมันน์' สุขสำราญกับชีวิต การเข้าเรียนใน
ไอวีลีกและประสบความสำเร็จในธุรกิจ ช่วยให้เขาได้เดินทางรอบโลกและสนุกกับชีวิตอย่างเต็มที่

เมื่อแดเนียลถูกบังคับให้ต้องเผชิญกับจุดจบของชีวิตในวัยสามสิบเก้าปี ก็เข้าใจได้ที่เขาจะ "ไม่ยินยอมพร้อมลาลับเมื่ออับแสง”

สำหรับคนหนุ่มที่ ประสบความสำเร็จและแข็งแรง
การกล่าวคำลาอาจดูเหมือนเป็นการยอมแพ้ แดเนียลไม่ยอมให้ตัวเองจมกับความโกรธต่อสิ่งที่เขาไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ แทนที่จะทำเช่นนั้นเขาใช้ไพ่ที่แจกมาให้เขาอย่างชาญฉลาดที่สุดเท่าที่จะทำได้

แดเนียลเขียนจดหมายฉบับสุดท้ายถึงแม่ของเขา
เพื่อที่เธอจะได้แน่ใจว่า เขามีชีวิตอย่างเต็มที่และสนุกสนานจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต

และแม้ว่าความตายจะมาเยือนเขาก่อนเวลาอันควร
เขาก็พร้อมที่จะกล่าวคำอำลา

ถึงคุณแม่ ...

ช่วงสุดท้ายของชีวิตผมอาจไม่น่ารื่นรมย์สักเท่าไหร่ แต่มันไม่เป็นเช่นนั้น ที่จริงในหลายๆ ด้านมันได้กลายเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตของผม เมื่อพิจารณาให้ดี ผมอาจต้องมีชีวิตสักหลายร้อยปีเพื่อเติมเต็มความฝัน ทั้งหมดของผม ผมทำได้ดีแล้วกับเวลาเท่าที่ผมมี

ดังนั้นผมจึงไม่เสียใจ หากไม่ใช่เพราะการป่วยของผม ผมอาจไม่เคยเดินให้ช้าลงพอที่จะซาบซึ้งกับ
ทุกคนอย่างแท้จริง นั่นคือแสงทองที่ปลายอุโมงค์
ผมรู้สึกเสียใจกับคนที่ตายไปโดยไม่มีโอกาสที่จะทำความฝันบางอย่างให้สำเร็จ แต่ผมได้ทำ

หากมีใครถามแม่ว่าผมไปสวรรค์หรือเปล่า
บอกพวกเขานะว่าผม เพิ่งกลับลงมาจากที่นั่น

รัก แดเนียล

เรามักคิดว่า “ยังมีเวลาเสมอ”แต่คนจำนวนมาก กลับจากโลกนี้ไปพร้อม “คำบางคำที่ยังไม่ได้พูด” หรือ "รอฟังจากใครบางคน"หนังสือ T...
22/05/2026

เรามักคิดว่า “ยังมีเวลาเสมอ”
แต่คนจำนวนมาก กลับจากโลกนี้ไปพร้อม “คำบางคำที่ยังไม่ได้พูด” หรือ "รอฟังจากใครบางคน"

หนังสือ The Four Things That Matter Most
หรือ “สี่คำสำคัญของชีวิต”

เขียนโดย Ira Byock
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลผู้ป่วยระยะท้าย
หลังใช้เวลาหลายสิบปีอยู่กับผู้คนในช่วงท้ายของชีวิต

เขาค้นพบว่า…
สิ่งที่มนุษย์ต้องการที่สุด อาจเรียบง่ายกว่าที่คิด
ไม่ใช่ความสำเร็จ ไม่ใช่ชื่อเสียง ไม่ใช่ทรัพย์สินมากมาย แต่คือคำพูดธรรมดา ที่มีพลังเยียวยาหัวใจ

• “โปรดยกโทษให้ฉัน”
• “ฉันยกโทษให้คุณ”
• “ขอบคุณ”
• “ฉันรักคุณ”
เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งที่ค้างอยู่ในใจคนเรา มักไม่ใช่สิ่งที่ทำผิดพลาด

แต่คือ “สิ่งสำคัญที่ไม่เคยได้พูด”

และบางครั้ง… คำธรรมดาเพียงไม่กี่คำ อาจเปลี่ยนทั้งความสัมพันธ์ และความรู้สึกของใครบางคนไปตลอดชีวิต

หนังสือจิตวิทยาฮีลใจที่พูดถึงการ“กลับมาใช้ชีวิตในจังหวะของตัวเอง”ไม่ต้องฝืน ไม่ต้องเปรียบเทียบ และไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบ...
21/05/2026

หนังสือจิตวิทยาฮีลใจที่พูดถึงการ

“กลับมาใช้ชีวิตในจังหวะของตัวเอง”

ไม่ต้องฝืน
ไม่ต้องเปรียบเทียบ
และไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบตลอดเวลา

มนุษย์ไม่ได้พังเพราะความทุกข์เสมอไปแต่พังเมื่อไม่เหลือความหมายให้อยู่ต่อและบางครั้งสิ่งที่ช่วยพาเรารอดผ่านวันยาก ๆอาจเป็...
20/05/2026

มนุษย์ไม่ได้พัง
เพราะความทุกข์เสมอไป

แต่พัง
เมื่อไม่เหลือความหมายให้อยู่ต่อ

และบางครั้ง
สิ่งที่ช่วยพาเรารอดผ่านวันยาก ๆ

อาจเป็นเพียง
“เหตุผลเล็ก ๆ”
ที่ทำให้อยากตื่นมาอีกครั้งในวันพรุ่งนี้

📖 Man’s Search for Meaning

บางครั้ง…คนที่ใคร ๆ อยากอยู่ใกล้อาจไม่ใช่คนที่พูดเก่งที่สุดแต่คือคนที่“เข้าใจความรู้สึกของคนอื่น”📖 How to Win Friends an...
19/05/2026

บางครั้ง…
คนที่ใคร ๆ อยากอยู่ใกล้
อาจไม่ใช่คนที่พูดเก่งที่สุด

แต่คือคนที่
“เข้าใจความรู้สึกของคนอื่น”

📖 How to Win Friends and Influence People
หนังสือคลาสสิกที่สอนว่า ...
การชนะใจคน สำคัญกว่าการชนะเหตุผล

10 ข้อคิดสั้น ๆ
ที่ใช้ได้จริงกับทุกความสัมพันธ์ 🤍

#จิตวิทยา #พัฒนาตัวเอง #สรุปหนังสือ #หนังสือน่าอ่าน

เครียด ฟุ้ง คิดไม่หยุด… บางครั้งเราอาจไม่ได้ต้อง “หยุดคิดให้ได้”แค่ค่อย ๆ ดึงตัวเองกลับมาอยู่กับปัจจุบันทีละนิดก็พอ ลองฝ...
19/05/2026

เครียด ฟุ้ง คิดไม่หยุด…
บางครั้งเราอาจไม่ได้ต้อง “หยุดคิดให้ได้”
แค่ค่อย ๆ ดึงตัวเองกลับมาอยู่กับปัจจุบันทีละนิดก็พอ

ลองฝึกง่าย ๆ วันละไม่กี่นาที
1️⃣ หยุดใจด้วยลมหายใจ
2️⃣ รับรู้ความคิด โดยไม่ไหลตามมัน

ทุกครั้งที่รู้ตัวว่าฟุ้ง ค่อย ๆ กลับมาที่ “ลมหายใจ” อีกครั้ง ไม่ต้องทำได้สมบูรณ์ แค่ฝึกอย่างสม่ำเสมอ ใจก็ค่อย ๆ สงบขึ้นได้

💫 ขอบคุณ 'สวนโมกข์กรุงเทพ' สำหรับพื้นที่แห่งการเรียนรู้ และกิจกรรมดี ๆ ที่ช่วยเติมพลังใจให้ผู้คน

รวมถึงขอขอบคุณ นายแพทย์ยงยุทธและทีมงาน
ที่มาแบ่งปันความรู้และมุมมองอันมีคุณค่าในครั้งนี้ค่ะ

#ฝึกสติ #สุขภาพใจ #ดูแลใจตัวเอง
#ลดความเครียด #อยู่กับปัจจุบัน #ฮีลใจ
#จิตวิทยา #พัฒนาตัวเอง

2.คนเราจะตัดสินใจได้ดีขึ้น หรือแย่ลงตอนไหนบ้าง(Decision Fatigue : ความอ่อนล้าจากการตัดสินใจ)คุณเตรียมการนำเสนอครั้งนี้มา...
16/03/2026

2.คนเราจะตัดสินใจได้ดีขึ้น หรือแย่ลงตอนไหนบ้าง

(Decision Fatigue : ความอ่อนล้าจากการตัดสินใจ)

คุณเตรียมการนำเสนอครั้งนี้มาหลายสัปดาห์จนเหนื่อยสายตัวแทบขาด สไลด์ของคุณสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ ตัวเลขทั้งหมดใน ตารางเอกซ์เซลถูกต้อง และบทพูดที่เตรียมไว้ก็สมเหตุสมผล น่าเชื่อถือ อนาคตของคุณขึ้นอยู่กับการนำเสนอครั้งนี้ ...

ถ้าซีอีโอเปิดไฟเขียวคุณจะได้ขึ้นเป็นผู้บริหารระดับสูง แต่ถ้าการนำเสนอล้มเหลวคุณก็เตรียมหางานใหม่ได้เลย สิ่งที่คุณต้องเลือกคือเวลาในการนำเสนอ ระหว่าง 08.00 น. 11.30 น. และ 18.00 น.

นักจิตวิทยาชื่อรอย บาวไมสเตอร์ ได้ทำการทดลอง โดยวางข้าวของราคาถูกหลายร้อยชิ้นไว้บนโต๊ะ เช่น ลูก เทนนิส เทียนไข เสื้อยืด หมากฝรั่ง และโค้กกระป๋อง แล้ว แบ่งนักศึกษาที่เข้าร่วมการทดลองออกเป็นสองกลุ่ม

กลุ่มแรก คือ “กลุ่มที่ต้องตัดสินใจ” ส่วนกลุ่มที่สองคือ “กลุ่มที่ ไม่ต้องตัดสินใจ” โดยบอกกับนักศึกษากลุ่มแรกว่า “ผมจะ ให้คุณดูของครั้งละสองชิ้น และในแต่ละครั้งคุณต้องตัดสินใจ ว่าชอบของชิ้นไหน หลังทำการทดลองเสร็จผมจะมอบของให้คุณหนึ่งขึ้น ซึ่งการตัดสินใจของคุณเป็นตัวกำหนดว่าคุณ จะได้อะไร” และบอกกับกลุ่มที่สองว่า “เขียนความรู้สึกที่ คุณมีต่อของแต่ละชิ้น แล้วผมจะมอบของให้คุณหนึ่งชิ้นเมื่อทำการทดลองเสร็จ” หลังจากนั้นนักศึกษาจะต้องจุ่มมือลงไปในน้ำเย็นจัดและพยายามแช่มือเอาไว้ให้นานที่สุด นี่เป็นวิธีทดลองทางจิตวิทยาที่นิยมใช้ในการวัดพลังใจหรือความมีวินัยในตัวเอง

ผลปรากฏว่านักศึกษา “กลุ่มที่ต้องตัดสินใจ” ดึงมือขึ้นจากน้ำเร็วกว่า “กลุ่มที่ไม่ต้องตัดสินใจ” มากทีเดียว เพราะการตัดสินใจอันเคร่งเครียดทำให้พลังใจของพวกเขาเหือดแห้งลง ผลการทดลองจำนวนมากก็ยืนยันเช่นนี้

การตัดสินใจทำให้เราเหนื่อย คนที่เคยใช้เวลานาน ๆ ไปกับการตั้งค่าต่าง ๆ ในโน้ตบุ๊กหรือหาข้อมูลเพื่อวางแผนการท่องเที่ยว เช่น เที่ยวบิน โรงแรม และกิจกรรมต่าง ๆ ย่อม เข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดี หลังจากที่เปรียบเทียบ พิจารณา และตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ เรียบร้อยแล้ว คุณจะรู้สึกหมดแรง แวดวงวิทยาศาสตร์เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า "ความอ่อนล้าจากการตัดสินใจ"

ความอ่อนล้าจากการตัดสินใจเป็นสิ่งที่อันตราย คุณเป็นผู้บริโภค มันจะทำให้คุณอ่อนไหวต่อโฆษณาและ ความต้องการชั่ววูบของตัวเองมากขึ้น ถ้าคุณเป็นคนที่มีอำนาจในการตัดสินใจ มันจะทำให้คุณอ่อนไหวต่อสิ่งล่อใจมากขึ้น พลังใจก็เหมือนกับแบตเตอรี่ที่จะค่อย ๆ ถูกใช้จนหมดและต้องชาร์จไฟเข้าไปใหม่

แล้วเราจะชาร์จพลังใจได้อย่างไรล่ะ คำตอบคือเราต้องหยุดพัก ผ่อนคลาย หรือกิน อะไรสักอย่าง ถ้าระดับน้ำตาลในเลือดต่ำเกินไป พลังใจของ คุณก็จะเหือดแห้งลงจนหมดเกลี้ยง และอิเกียก็รู้เรื่องนี้เป็น อย่างดี พวกเขารู้ว่าหลังจากเดินดูสินค้านับหมื่นชิ้น ลูกค้า จะถูกความอ่อนล้าจากการตัดสินใจเล่นงาน
อิเกียจึงยอมสละกำไรบางส่วนแล้วตั้งศูนย์อาหารไว้กลางห้างเพื่อให้ลูกค้า ได้เพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดด้วยขนมจากสวีเดนก่อนจะออก ตามล่าหาเชิงเทียนที่ถูกใจต่อไป

ลองมาดูตัวอย่างสุดท้ายกันครับ นักโทษสี่คนในเรือน จำแห่งหนึ่งของประเทศอิสราเอลได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลปล่อยตัวเร็วขึ้น โดยกำหนดเวลาในการพิจารณาคือ คดีแรกเป็นชาวอาหรับที่ถูกตัดสินจำคุก 30 เดือนฐานฉ้อโกง (08.50 น.) คดีทีสองเป็นชาวยิวที่ถูกตัดสินจำคุก 16 เดือน ฐานทำร้ายร่างกาย (เวลา 13.27 น.) คดีที่สามเป็นชาวยิวที่ถูก ตัดสินจำคุก 16 เดือนฐานทำร้ายร่างกาย (เวลา 15.10 น.) และคดีที่สี่เป็นชาวอาหรับที่ถูกตัดสินจำคุก 30 เดือนฐานฉ้อโกง (เวลา 16.35 น.) คุณคิดว่าผู้พิพากษาจะตัดสิน อย่างไรครับ

ในกรณีนี้ปัจจัยที่สำคัญยิ่งกว่าความประพฤติของนักโทษหรือความร้ายแรงของอาชญากรรมที่พวกเขาก่อก็คือความอ่อนล้าจากการตัดสินใจของผู้พิพากษา ผลลัพธ์ที่น่าจะเกิดขึ้นมากที่สุดคือผู้พิพากษาอนุมัติคำร้องของคดีที่หนึ่งและสอง เพราะตอนพิจารณาคำร้องของสองคดีนั้น ระดับน้ำตาลในเลือดของผู้พิพากษายังสูงอยู่เนื่องจากเพิ่งกินมื้อเช้า หรือมื้อกลางวันไป แต่คำร้องของคดีที่สามและสี่จะถูกปฏิเสธ ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะระดับน้ำตาลในเลือดที่ลดต่ำลง
ทำให้ผู้พิพากษาหมดพลังใจที่จะแบกรับความเสี่ยงในการปล่อยตัว ผู้ต้องหาเร็วขึ้น เขาจึงเลือกหนทางที่ง่ายกว่า ซึ่งก็คือการคงสถานภาพเดิมของนักโทษ ผลการศึกษาคำพิพากษานับร้อย แสดงให้เห็นว่า “ความเด็ดเดี่ยว” ในการตัดสินใจของ ผู้พิพากษาจะค่อย ๆ ลดลงจาก 65 เปอร์เซ็นต์จนเกือบเป็น 0 แต่หลังจากได้หยุดพักมันก็จะกลับไปอยู่ที่ 65 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมากพอที่จะช่วยให้บรรดาผู้พิพากษาพิจารณาสิ่งต่าง ๆ ได้ อย่างรอบคอบและยุติธรรม

ผมเชื่อว่าตอนนี้คุณคงตอบคำถามเมื่อต้นบทได้แล้วว่า ควรเลือกช่วงเวลาไหนเพื่อนำเสนองานกับซีอีโอ

📚 | The Art of Thinking Clearly 2
~ Rolf Dobelli ~

1. ทำไมการให้เหตุผลที่ฟังไม่ขึ้นถึงใช้ได้ผล(Explanatory Justification : การอ้างเหตุผล)ผมเคยติดแหง็กอยู่บนทางหลวงระหว่าง ...
15/03/2026

1. ทำไมการให้เหตุผลที่ฟังไม่ขึ้นถึงใช้ได้ผล

(Explanatory Justification : การอ้างเหตุผล)

ผมเคยติดแหง็กอยู่บนทางหลวงระหว่าง บาเซิล
กับแฟรงก์เฟิร์ต เพราะการซ่อมพื้นผิวถนน ผมหงุดหงิดมากและได้แต่เคลื่อนรถไปอย่างช้า ๆ นานถึง 15 นาทีกว่าจะหลุดจากการจราจร อันแสนเลวร้ายนั้นได้ แล้วครึ่งชั่วโมงต่อมาผมก็ติดแหง็กอยู่ บนถนนอีกครั้งเพราะงานซ่อมบำรุง แต่น่าแปลกที่คราวนี้ผม หงุดหงิดน้อยกว่าครั้งแรกมาก ทำไมน่ะหรือ ก็เพราะคราวนี้ บริเวณข้างทางมีป้ายที่เขียนว่า “เรากำลังปรับปรุงถนนเพื่อคุณ!” ตั้งอยู่ด้วย

เหตุการณ์นี้ทำให้ผมนึกถึงการทดลองในช่วงทศวรรษที่ 1970 ของเอลเลน แลงเกอร์ นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัย ฮาร์วาร์ด เธอไปที่ห้องสมุดแห่งหนึ่งและรอจังหวะให้ผู้คนมาต่อแถวใช้เครื่องถ่ายเอกสาร

จากนั้นก็เดินไปหาคนที่ยืนอยู่ หัวแถวและบอกว่า “ขอโทษนะคะ ฉันต้องถ่ายเอกสารห้าหน้า ขอฉันใช้เครื่องก่อนได้ไหมคะ” ผลคือมีแค่ไม่กี่คนที่ ยอมให้เธอแซงคิว แลงเกอร์ทำการทดลองซ้ำอีกแต่คราวนี้เธอบอกเหตุผลด้วยว่า “ขอโทษนะคะ ฉันต้องถ่ายเอกสารห้าหน้า ขอฉันใช้เครื่องก่อนได้ไหมคะเพราะฉันรีบมากเลย”

ปรากฏว่าผู้คนยอมให้เธอแซงคิวแทบทุกครั้ง ซึ่งก็นับเป็นเรื่อง ที่เข้าใจได้เพราะความเร่งรีบถือเป็นเหตุผลที่มีน้ำหนัก แต่ที่น่าประหลาดใจคือผลการทดลองในครั้งถัดมาต่างหาก แลงเกอร์บอกกับคนที่อยู่หัวแถวว่า “ขอโทษนะคะ ฉันต้องเมื่อถ่ายเอกสารห้าหน้า ขอฉันใช้เครื่องก่อนได้ไหมคะเพราะฉัน ต้องถ่ายเอกสาร” ผลปรากฏว่าแทบทุกคนยอมให้เธอแซงคิว ทั้งที่ข้ออ้างของเธอไม่เข้าท่าเลยสักนิด เพราะทุกคนที่ต่อแถว อยู่ต่างก็ต้องการใช้เครื่องถ่ายเอกสารเหมือนกัน

การให้เหตุผลเกี่ยวกับการกระทำของคุณจะทำให้คนอื่นเห็นอกเห็นใจและยินดีช่วยเหลือคุณมากขึ้น โดยไม่สำคัญเลย ว่าเหตุผลนั้นจะสมเหตุสมผลหรือไม่

กรณีของการตั้งป้ายว่า “เรากำลังปรับปรุงถนนเพื่อคุณ!” ก็เช่นกัน พวกเขาไม่จำเป็น ต้องทำเช่นนั้นเลย เพราะการก่อสร้างกลางทางหลวงย่อม หมายถึงการซ่อมบำรุงอยู่แล้ว และแค่มองออกไปนอก หน้าต่างรถเราก็จะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ประเด็นคือการได้รู้สาเหตุทำให้คนเราสบายใจ ในขณะที่การ “ไม่รู้” จะทำให้เราหงุดหงิด

สมมุติว่าผมกำลังรอขึ้นเครื่องที่สนามบินแฟรงก์เฟิร์ต แล้วจู่ ๆ ก็มีเสียงประกาศว่า “ท่านผู้โดยสารโปรดทราบ เที่ยวบินที่แอลเอช 1234 จำเป็นต้องเลื่อนเวลาเดินทางออกไป อีกสามชั่วโมง” ผมเดินไปถามสาเหตุจากพนักงานที่เคาน์เตอร์ แต่กลับไม่ได้รับคำตอบ ผมคงจะโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงและคิดว่าพวกเขากล้าปล่อยให้ผู้โดยสารรอแบบไม่รู้ต้นสายปลายเหตุได้อย่างไร

แต่หากทางสายการบินประกาศว่า “เที่ยวบินที่ แอลเอช 1234 จำเป็นต้องเลื่อนเวลาเดินทางออกไปอีกสาม ชั่วโมงเนื่องจากเหตุผลด้านการปฏิบัติงาน”
แม้เหตุผลดังกล่าว จะฟังดูคลุมเครือแต่มันก็สามารถทำให้ผมและผู้โดยสารคนอื่นสงบลงได้

ดูเหมือนว่าคนเรา “เสพติด” การให้เหตุผลมากเสีย จนต้องหยิบมันมาใช้แม้แต่ในยามที่ไม่จำเป็น
คนที่เป็นผู้นำ น่าจะเข้าใจเรื่องนี้ดี หากคุณไม่ยก “เหตุผล” มาสนับสนุน เป้าหมายของคุณ แรงจูงใจของพนักงานก็จะลดลง การบอกว่าเป้าหมายของบริษัทผลิตรองเท้าของคุณคือการผลิตรองเท้า เป็นวิธีพูดที่ยังไม่ดีพอ (แม้นั่นจะเป็นเป้าหมายที่แท้จริงก็ตาม) คุณควรให้เหตุผลทำนองว่า “เราอยากให้รองเท้าของเราเป็น สิ่งที่ปฏิวัติตลาดได้” (แม้จะไม่รู้แน่ชัดว่ามันหมายความว่าอย่างไรก็ตาม) หรือ “เราอยากทำให้เรียวขาของผู้หญิงสวย ขึ้นและทำให้โลกใบนี้น่าอยู่ขึ้นด้วย”

ถ้าหุ้นขึ้นหรือตกลงครึ่งเปอร์เซ็นต์ คุณจะไม่มีทางได้ยิน สาเหตุที่แท้จริงจากนักวิเคราะห์ว่ามันเป็นแค่เรื่องธรรมดาหรือเป็นผลจากการเคลื่อนไหวนับครั้งไม่ถ้วนในตลาด ผู้คนต้องการ เหตุผลที่ชัดเจน นักวิเคราะห์จึงต้องพยายามหาเหตุผลมาบอก แม้จริง ๆ แล้วมันจะไม่เกี่ยวข้องกันเลยก็ตาม (และสิ่งที่ มักถูกหยิบยกมาใช้เป็นเหตุผลในกรณีเช่นนี้ก็คือนโยบายของผู้ว่าการธนาคารกลาง)

วันหนึ่งผมเห็นภรรยากำลังแยกเสื้อผ้าสีดำกับสีน้ำเงิน ออกจากกันอย่างตั้งอกตั้งใจ ซึ่งผมคิดว่าเธอไม่จำเป็นต้องทำ แบบนั้นเพราะทั้งสองสีต่างก็เป็นสีเข้ม และผมก็ซักเสื้อผ้าสองสีนี้รวมกันมาตลอดตั้งแต่สมัยเรียนโดยไม่เคยมีปัญหาเลย

ผมจึงถามว่า “ทำไมคุณต้องแยกเสื้อผ้าสีดำออกจากสีน้ำเงิน ด้วยล่ะ” และเธอก็ตอบว่า “เพราะฉันอยากซักแยกกันน่ะสิ” ช่างเป็นคำตอบที่ยอดเยี่ยมจริง ๆ

ดังนั้นถ้าถูกถามว่าทำไมคุณยังไม่ส่งงานทั้งที่เลย กำหนดมาแล้ว ก็แค่ตอบไปว่า “ก็เพราะฉันยังทำไม่เสร็จน่ะสิ” แม้จะเป็นการให้เหตุผลแบบกำปั้นทุบดิน แต่ผู้คนก็มักจะยอมรับเหตุผลแบบนี้

สรุปก็คือพกคำว่า “เพราะ” ติดตัวไว้เสมอและหยิบ มาใช้บ่อย ๆ ได้เลยครับ ถ้อยคำสั้น ๆ ซึ่งดูไม่ได้สลักสำคัญ อะไรนี้สามารถช่วยให้การสื่อสารของคุณราบรื่นขึ้นได้

📚 | The Art of Thinking Clearly 2
~ Rolf Dobelli ~

ที่อยู่

Tessaban Soi 13/3
Sam Phran
73160

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ BoookPackerrผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง BoookPackerr:

แชร์