03/09/2026
เหมือนเป๊ะ
ไม่มีแผนธุรกิจ ไม่มีการตลาด มีแต่ความตั้งใจ ‘หม้อแม่จูน’ แบรนด์ที่คนไทยทั่วประเทศต้องต่อคิวสั่ง เกิดขึ้นจากคืนหนึ่งที่ ‘จูน กษมา ศิลาชัย’ ตื่นขึ้นมาพร้อมความคิดเดียวในหัวว่า ‘ทำแกงไก่ขาย’ จากจุดเริ่มต้นที่ขายได้แค่วันละ 50 หม้อ วันนี้ผ่านมาไม่ถึง 1 ปีครึ่ง แบรนด์เติบโตจนมีรายได้รวมกว่า 160 ล้านบาท และตั้งเป้าปีนี้ไว้ที่ 240 ล้านบาท พร้อมก้าวแรกออกไปขายไกลถึงเกาหลีใต้
จากที่อยู่ในวงการร้านอาหารมากว่า 20 ปี และปรัชญา ‘คนเก่งอยู่ข้างกาย’ โดยเริ่มแรกจากการทำร้านอาหารโคขุนโพนยางคำ และขยับขยายไปเปิดร้านอาหารอีกหลายแห่งในเวลาต่อมา แม้เธอจะออกตัวว่าตัวเองทำอาหารไม่เก่ง และไม่ใช่เชฟ แต่เธอมีทักษะการพูดคุยและสื่อสารกับลูกค้าเป็นเลิศ พร้อมกับแนวคิดในการทำธุรกิจที่ว่า ‘ถ้าเราไม่ได้เก่งอะไร เราก็ควรมีคนที่เก่งมาอยู่ข้างเรา’ ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอทำร้านอาหารควบคู่ไปกับธุรกิจความงามมาหลายปี จนกระทั่งโอกาสครั้งใหญ่ในชีวิตได้พัดพาเธอกลับมาโฟกัสที่ธุรกิจอาหารอย่างเต็มตัวในชื่อแบรนด์ ‘หม้อแม่จูน’
หม้อแม่จูนเริ่มขายจริงจังช่วงกลางเดือนพฤษภาคมปีที่ผ่านมา ออเดอร์ชุดแรกอยู่ที่ 50 หม้อ ซึ่งจูนบอกว่าเป็นตัวเลขที่คำนวณมาจากแม่จูนทำได้วันละเท่านี้พอไหม เท่านั้น ไม่มีการประเมินดีล่วงหน้าแต่อย่างใด แต่หลังจากส่งให้อินฟลูเอนเซอร์กลุ่มเล็กๆ ราว 7 คนได้ลองชิม กระแสรีวิวก็ทำให้ตัวเลขไต่จาก 50 เป็น 100 เป็น 200 และ 300 หม้อภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์
ความเร็วของการเติบโตนำมาซึ่งปัญหาที่แบรนด์เล็กๆ ไม่เคยเตรียมตัวรับมือมาก่อน ทั้งปัญหากะทิเสียระหว่างขนส่ง สูงสุดถึง 30-40 ออเดอร์ต่อวันในช่วง 2 เดือนแรก แชตค้างในไลน์กว่า 4,000 ข้อความ ไปจนถึงการถูกมิจฉาชีพปลอมเพจแอบอ้างแบรนด์จนถูกพูดถึงว่าเป็นแบรนด์ที่ถูกสวมรอยมากที่สุดแบรนด์หนึ่งในช่วงนั้น
จูนเล่าถึงช่วงเวลานั้นว่า “เกือบตาย ตอบไม่ทัน บางคนสั่งไปแล้วหาย กว่าจะกลับมาตอบ ทับไปทับมา 4,000 แชตที่ค้าง กว่าจะได้กินก็เป็นเดือน เราไม่เคยทำออนไลน์มาก่อน จูนมีร้านอาหารก็จริง แต่จูนเป็นฝ่ายรอให้คนเข้ามากินที่ร้าน”
สิ่งที่ทำให้แบรนด์ผ่านมาได้คือการปรับระบบเร็วมาก จากครัวในบ้านสู่ครัวกลางใต้ตึกออฟฟิศตั้งแต่วันแรกที่กระแสเริ่มมา และเปลี่ยนวิธีทำอาหารจากกะด้วยความชิน มาเป็นระบบชั่งตวงและทดสอบรสชาติทุกวันเพื่อให้รสคงที่ทุกหม้อ ซึ่งจูนยอมรับว่าเป็นเรื่องที่เธอไม่เคยรู้มาก่อนและต้องเรียนรู้จากศูนย์
วันนี้ ‘หม้อแม่จูน’ ขายผ่านหลายช่องทางพร้อมกัน รวมถึงบูทเคลื่อนที่ตามห้างต่างจังหวัดที่บางสัปดาห์วิ่งพร้อมกันถึง 6-7 บูทต่อวัน และจุดขายที่สนามบินดอนเมืองฝั่งขาออกที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นพิเศษ รวมทุกช่องทางแล้วกำลังการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่วันละ 2,000-3,000 หม้อ จูนยืนยันว่านี่ไม่ใช่ขีดจำกัดสูงสุด เธอเลือกที่จะไม่เร่งโตให้เร็วกว่านี้
“จูนไม่เคยคิดว่าเราทำหม้อแม่จูนให้เป็นสินค้ากระแส จูนอายุเยอะขนาดนี้แล้ว ไม่รู้ว่าโอกาสดีๆ แบบนี้จะมาหาจูนอีกเมื่อไหร่ จูนอยากเก็บโอกาสนี้ไว้ อยากโฟกัสกับคุณภาพจริงๆ เพราะการทำให้คนกินแล้วต้องปลอดภัยมันไม่ใช่เรื่องง่าย”
เบื้องหลังตัวเลขกำลังผลิตคือทีมงานเกือบ 80 ชีวิตในครัวกลาง ที่จูนบอกว่าพนักงานแต่ละคนมักทำหน้าที่มากกว่า 1 อย่าง เพื่อให้องค์กรคล่องตัวและคุ้มค่าที่สุด แลกกับการดูแลผลตอบแทนอย่างเหมาะสม เธอยกให้ทีมงานเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้แบรนด์เดินมาได้ไกลถึงวันนี้
จูนไม่ปิดบังว่าตัวเองไม่ใช่คนที่เก่งเรื่องตัวเลขหรือการวางแผนเชิงระบบ เธอเล่าติดตลกว่าตอนเรียนหนังสือ 13 วิชา ตกไป 11 วิชา และจนถึงวันนี้ก็ไม่เข้าประชุมงานกับทีม ปล่อยให้สามีและทีมงานดูแลตัวเลขและระบบหลังบ้านทั้งหมด ขณะที่ตัวเธอโฟกัสอยู่กับสิ่งที่ถนัดจริงๆ คือรสชาติ การเล่าเรื่อง และความสัมพันธ์กับลูกค้า “จูนไม่ได้เก่งอะไรเลย แต่จูนใช้วิธีคิดแบบนี้มาตลอด ถ้าเราไม่เก่งอะไร เราก็หาคนที่เก่งมาอยู่ข้างเรา จูนชอบแค่คุยกับลูกค้า ชอบการสื่อสาร”
เมื่อถามถึงบทเรียนตลอด 20 กว่าปีในธุรกิจอาหาร จูนตอบแบบตรงไปตรงมาว่า “ไม่เคยใช้ทฤษฎีหรือศัพท์เทคนิคอะไรซับซ้อน สิ่งที่ยึดถือมีเพียงไม่กี่ข้อคืออย่าหยุดนิ่ง ต้องอ่านลูกค้าให้ออกตลอดเวลา ถ้าหยุดนิ่งแค่วันเดียวหรืออาทิตย์เดียว คนอื่นเขาไปหมดแล้ว เราต้องออกไปเคาะประตูลูกค้าเอง ไม่ใช่รอให้เขามาหาเรา แล้วก็ต้องเล่าเรื่องจริง เพราะถ้าไม่จริง พูดกี่ครั้งมันก็จะเพี้ยนไปเรื่อยๆ”
อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่คอมเมนต์